สธ. ยกระดับด่าน คุมเข้มโรค”ฝีดาษลิง” หลัง WHO ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉิน
ไทย ยกระดับด่าน คุมเข้มโรค ฝีดาษลิง หลังองค์การอนามัยโลก ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉิน ย้ำกลับจากกลุ่มประเทศเสี่ยง รีบสังเกตอาการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก องค์การอนามัยโลก(WHO) ประกาศให้โรคฝีดาษลิง หรือ mpox เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มอย่างต่อเนื่องในประเทศดีอาร์คองโก และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา ประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขต่อความมั่นคงของทวีป จากการระบาดของโรคนี้ในแอฟริกากลางไปก่อนหน้านี้
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า โดยที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์โรคฝีดาษลิงในประเทศไทย พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.2565 ถึง 11 ส.ค.2567 จำนวน 827 ราย ทุกรายเป็นสายพันธุ์ Clade 2 ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ระบาดในแอฟริกา ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไทย 742 คน ชาวต่างชาติ 81 คน ไม่ระบุ 4 คน เฉพาะช่วงปี 67 ตั้งแต่ 1 ม.ค.– 3 ส.ค. พบผู้ป่วยยืนยัน 140 คน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางดำเนินการ ดังนี้ ได้แก่
- เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งให้เพิ่มด่านสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย เป็นด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ลำดับที่ 70 และ ด่านระนอง (ท่าเทียบเรือสะพานปลา) จังหวัดระนอง ลำดับที่ 71 ตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ได้เห็นชอบและเสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
- ร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนในการดำเนินการ เฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การป้องกัน หรือการควบคุมโรคติดต่อ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ระเบียบค่าตอบแทนสำหรับโรคติดต่ออันตราย และ ระเบียบค่าตอบแทนสำหรับโรคระบาด ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยให้มีคณะกรรมการพิจารณาการเบิกจ่ายค่าตอบแทน ให้กับเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งปฏิบัติงานใน 4 สถานที่ ได้แก่ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ, พื้นที่ที่มีผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย, ห้องปฏิบัติการ และ สถานพยาบาล
- ร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าชดเชยในการดำเนินการเฝ้าระวังการสอบสวนโรค การป้องกัน หรือการควบคุมโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด ผู้ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย โดยให้เจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิได้รัฐค่าชดเชยหรือทายาทของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นยื่นคำขอรับค่าชดเชยต่อหัวหน้าหน่วยงานใน 4 กรณี ดังนี้
- กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิต
- กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
- กรณีติดเชื้อหรือกรณีบาดเจ็บจนได้รับอันตรายสาหัส
- กรณีติดเชื้อ หรือกรณีบาดเจ็บและได้รับการรักษาไม่เกิน 20 วัน
ด้านนพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในสนามบินทุกแห่ง ด่านทางบก ทางน้ำ ทั้ง 69 ด่าน ถ้าใครเดินทางเข้ามาจากทวีปแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออก เช่นประเทศสาธารณรัฐบุรุนดี สาธารณรัฐเคนยา สาธารณรัฐรวันดา สาธารณรัฐยูกันดา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่มีการระบาดของฝีดาษลิง ก็จะมีการตรวจสอบด้วยการให้มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ด่านฯ เพื่อช่วยดูแลว่ามีตุ่มหนอง มีอาการหรือไม่ และยังไม่จำเป็นต้องกักตัว เพราะประเทศไทยไม่ได้ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย หากผ่านด่านแล้วมีอาการจึงจะดำเนินการตามขั้นตอนเฝ้าระวัง
“ไม่ใช่ใครที่มีจากแอฟริกาแล้วต้องกักตัวทั้งหมด ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพียงแต่เข้มงวดขึ้นในกลุ่มประเทศที่องค์การอนามัยโลกประกาศ ส่วนผู้ที่เดินทางจากประเทศที่มีการระบาดของmpoxเข้ามายังประเทศไทยก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ขอให้สังเกตตัวเอง หากมีอาการเข้าข่าย ให้รีบเข้ารับการรักษา ที่สำคัญ ขอให้แจ้งประวัติการเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงกับแพทย์ด้วย”นพ.ธงชัยกล่าว
“อัตราการเสียชีวิตจากโรคฝีดาษลิง สายพันธุ์เคลด 1b ที่องค์การอนามัยโลกประกาศอยู่ที่ราว 5 % แต่ในไทยที่เป็นสายพันธุ์เคลด 2 อยู่ที่ราว 1.3 % แต่ไม่ใช่ว่าคนปกติจะมีอัตราการเสียชีวิตนี้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตในสะสม 11 รายนั้น 100 % เป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำ”
#องค์การอนามัยโลก #ฝีดาษลิง #โรคติดต่อ #อาการฝีดาษลิง #ข่าวจริง #Thefacts #facts #fact

