EXIM BANK ปรับบทบาทสู่ “Export Co-pilot” ดูแลผู้ส่งออกครบวงจร
EXIM BANK ประกาศปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ยกระดับบทบาทสู่ “Export Co-pilot” เดินหน้าเสนอโซลูชันทางการเงินครบวงจร ควบคู่การยกเครื่องกระบวนการทำงานด้วยดิจิทัลและการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในโอกาสครบรอบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเปราะบางสูงจากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจประเทศหลักชะลอตัว ค่าเงินบาทผันผวน ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน กติกาการค้าโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลกรวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย
ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน สภาพคล่อง การเข้าถึงข้อมูลตลาด การขยายเครือข่ายคู่ค้า และการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงประเทศ และความเสี่ยงผู้ซื้อ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงมุ่งสู่การเป็น “Export Co-pilot” ที่พร้อมสนับสนุนผู้ส่งออกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงของธุรกิจ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ S-M-A-R-T ได้แก่ SME Export Grooming, Market Expansion, Advocacy & Sustainability, Revamp Digital Systems และ Teamwork Spirits โดยเน้นการออกแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออกและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมยกระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) และเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

นอกจากนี้ ยังเน้นการสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงิน ผ่านหลักสูตรอบรมและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตบนหลัก ESG และสามารถแข่งขันในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
ด้านผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ พร้อมรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท
ด้านการสนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน มีวงเงินสินเชื่อและภาระผูกพันด้านพลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม ขณะเดียวกัน ธนาคารพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านหลักสูตร “EXIM 2X” และกิจกรรมของ Export Studio ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสม 25,036 ราย
ด้านคุณภาพสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2568 มี NPL Ratio อยู่ที่ 3.66% ใกล้เคียงปีก่อน มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท และ Coverage Ratio สูงถึง 261.85% พร้อมมีกำไรสุทธิ 1,904 ล้านบาท “EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่องควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และใช้ทุกความเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายชลัช กล่าว
#ข่าวจริง #thefacts #facts #fact #EXIMBANK #ธสน #ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

