4 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ผนึกจัดตั้งรัฐบาล ชู 212 เสียง ไร้ก้าวไกล

เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ผนึกจัดตั้งรัฐบาล ชู 212 เสียง ไร้ก้าวไกล

SHARE THIS

เพื่อไทย-ภูมิใจไทย แถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล เผยรวมกันได้ 212 เสียง ยื่นข้อเสนอต้องไม่พรรคก้าวไกล วาระแรกชงแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง สสร.  

 

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2566 ที่พรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรค  นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค แถลงการจัดตั้งรัฐบาล

 

นายอนุทินกล่าวว่า ถือเป็นการมาพรรคเพื่อไทยครั้งที่ 2 โดยพรรคภูมิใจไทยยืนยันกับพรรคเพื่อไทยว่าเราไม่ขัดข้องในการจัดตั้งรัฐบาลบนหลักการ 3 ประการที่ได้นำเสนอคือ 1.ไม่แตะต้องมาตรา 112 2.ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และ 3.รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ต้องไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป พรรคภูมิใจไทยให้คำยืนยันว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมี 212 เสียงแล้ว คือ 141 เสียงของเพื่อไทย บวกกับ 71 เสียงของภูมิใจไทย และเมื่อรวมกับการเชิญพรรคอื่นๆ ตามดุลพินิจของพรรคเพื่อไทยก็มั่นใจว่า เราสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

 

ขณะเดียวกันได้รับการยืนยันจากพรรคเพื่อไทยว่าการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แผนของพรรคเพื่อไทย มี ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งแล้ว ดังนั้น เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ได้รับสัญญาณชัดเจนแล้วก็จะร่วมกันหาเสียงสนับสนุน ทั้งจาก ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งต้องเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ

 

ด้านนายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า ขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่มาร่วมหารือ สำหรับเงื่อนไขพรรคภูมิใจไทย 3 ประการหลักนั้น ทางพรรคเพื่อไทยรับได้ ซึ่ง 212 เสียง ถือเป็นเสียงตั้งต้นที่จะจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

 

ต่อมา พรรคเพื่อไทย ได้ออกคำแถลงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็ว

 

“รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ มีความเดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น”

 

ทั้งนี้ เรามีความประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และวิกฤตรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศ และประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองให้มาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อาทิ เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุน นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

 

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

  1. ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ
  2. จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.
  3. ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง
  4. จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
  5. การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

 

หลังจากนี้ เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคน มาร่วมกันกอบกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้

 

ขอบคุณภาพ เฟซบุ๊คเพจ อนุทิน ชาญวีรกุล


SHARE THIS