16 เมษายน 2026
Home » ข่าวเด่น » สร้างอนาคตไทย ห่วงแผนงบปี 66 เสี่ยงทำเงินเฟ้อพุ่ง-จีดีพีทรุด

สร้างอนาคตไทย ห่วงแผนงบปี 66 เสี่ยงทำเงินเฟ้อพุ่ง-จีดีพีทรุด

SHARE THIS

 

พรรคสร้างอนาคตไทย รุมสับรัฐบาล จัดทำงบปี 66 โดยใช้ปัจจัยเดิม สุ่มเสี่ยงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ผล ทั้งเงินเฟ้อพุ่ง จีดีพีทรุด

 

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย เผยว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท เพิ่มจากงบปี 65 จำนวน 85,000 ล้านบาท รัฐบาลยังใช้สมติฐานเดิมของสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมา ใช้ในการจัดทำงบประมาณ ทั้งคาดการณ์จีดีพีโตร้อยละ 4.5 แต่ขณะนี้สภาพัฒน์ คาดการณ์เติบโตเพียงร้อยละ 2.5-3.5 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 1.5-2.5 แต่ขณะนี้เงินเฟ้อร้อยละ 5 หากยังใช้สมมติฐานเหล่านี้จัดทำงบปี 66 นับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ผล และในช่วงสถานณ์ไม่ปกติ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก นับเป็นพายุทรงพลังที่จะสร้างความเสียหายอย่างมาก หากยังใช้สมติฐานเดิมมาใช้จัดทำงบประมาณปี 66

 

เมื่อหลายประเทศทั้งสหรัฐ ยุโรป เป็นห่วงปัญหาเงินเฟ้อ เพื่อปรับเพิ่มดอกเบี้ย แต่ไทยยังต้องการให้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงนับเป็นความท้าทายอย่างมาก การใช้งบประมาณแก้ปัญหาขณะนี้ ทั้งราคาน้ำมันแพง กระทบต้นทุนสินค้า ขณะที่เม็ดเงินดูแลใกล้หมด รายได้ภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย การใช้งบประมาณนับเป็นกลไกสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจชะลอตัวขณะนี้ หากยังไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในขณะนี้อาจมีปัญหาหนักมาก อีกทั้งหลายประเทศเร่ิมชะลอการส่งออกอาหาร เพื่อเก็บสำรองไว้ใช้ในประเทศเพื่อความมั่นคงทางอาหาร จึงเร่ิมมีปัญหาบานปลายต่อหลายประเทศ

 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า หลังจากได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีกระแสอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่น ขาดความคาดหวังแต่การแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล กรณีฝ่ายค้านส่งสัญญาณ ใช้เรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 66 มาผลักดัน เพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ในส่วนพรรคสร้างอนาคตไทย คงต้องติดตามดูว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวอย่างไร หลังจากสภาเร่ิมนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 มาพิจารณาวาระแรกในวันอังคารนี้

 

นายสันติ กิระนันทน์ กรรมการบริหาร พรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า พบข้อสังเกตุการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 หลายด้านอาจเกิดความเสีหายได้ เช่น การจัดสรรงบลงทุนร้อยละ 21.82 แต่พบว่าลงทุนจริงได้เพียงร้อยละ 15.46 จึงอาจไม่ทำให้เกิดการลงทุนได้แท้จิงต่อการฟื้นเศรษฐกิจ การจัดสรรเป็นเงินอุดหนุน ยังไม่มีรายละเอียดทำให้ตรวจสอบยากมาก มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35.26 นับว่าเกินหนึ่งในสามของงบประมาณ ขณะที่งบกลางปี 66 มีสัดส่วนร้อยละ 18.50 จำนวน 590,470 ได้นำเอาเบี้ยหวัดบำนาญมารวมเอาไว้ 330,000 ล้านบาท นับว่าเกินร้อยละ 50 ของงบกลางเพื่อดูแลข้าราชการ นับว่ากันเอาไว้มากเกินไป โดยเหลือเอาไว้ใช้จ่ายฉุกเฉิน 92,400 ล้านบาท ไม่ถึงแสนล้านบาท หรือ 1 ใน 6 ของงบกลาง หากเจอปัญหาฉุกเฉิน เห็นได้จากปัญหาโควิด-19 บริหารงบแทบไม่ทัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาและเสนอ ครม.รับทราบ

 

สำหรับแผนบูรณาการ ร่วมกับหลายหน่วยงาน สำหรับแก้ปัญหาภัยแล้ง บริหารจัดการน้ำ โดยไม่มีตัวชี้วัดในการทำให้สัมฤทธิ์ผล จึงอยากให้ยกเลิก เพราะไม่ได้ใช้เป้าหมายจริง เพียงนำงบไปซุกซ่อนเอาไว้ ขณะที่การจัดซื้ออาวุธของกองทุนยังสูงนับหมื่นล้านบาท 60,000 ล้านบาท แม้การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการจะพิจารณา ก็ยังไม่เห็นชัดเจน แต่ในสสถานการณ์ปัจจุบันควรกันไว้นำมาแก้ปัญหาปากท้อง น้ำมันแพง ต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน

 

 


SHARE THIS