20 เมษายน 2026
Home » ข่าวเด่น » สรุปผล นายกฯประชุมใหญ่ รับมือวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง

สรุปผล นายกฯประชุมใหญ่ รับมือวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง

SHARE THIS

สรุปผลประชุม นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ พลังงาน สภาพัฒน์ คาดจีดีพีหดตัวแน่

 

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง  โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ได้ประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า โดยหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมมีมติและมาตรการรองรับในด้านต่าง ๆ ออกมาแล้ว รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลต่อสื่อมวลชนและนานาประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลไทย

 

ในช่วงบ่าย ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการรับมือ ตลอดจนการแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยผลการประชุมพบว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

 

สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

 

ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

 

 

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  • พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

 

  • การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

 

  • การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

 

  • ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

 

แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

 

จุดยืนประเทศไทย

กระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำถึงท่าทีของไทยที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูต เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของคนไทย พร้อมวางแผนอพยพผู้ประสงค์เดินทางกลับให้ถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะคนไทยในอิหร่าน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในพื้นที่ที่มีความประสงค์เดินทางกลับ โดยการเดินทางอาจต้องใช้เส้นทางทางบกผ่านประเทศตุรกี และจะมีการจัดหาเที่ยวบินพาณิชย์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อไป สำหรับในพื้นที่อื่น ๆ ได้มีการเตรียมแนวทางรองรับไว้แล้วด้วยเช่นกัน

 

การค้า-ราคาสินค้า

กระทรวงพาณิชย์มองว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน

 

กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

ดูแลภาคแรงงาน

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

 

ยกเลิก 135 เที่ยวบิน

กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีการยกเลิกเที่ยวบิน 135 เที่ยวบิน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่บางส่วน โดยสายการบินจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และการจัดเที่ยวบินทดแทน ทั้งนี้ แม้ช่วงดังกล่าวตรงกับเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมทำให้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง แต่กลับเป็นโอกาสให้เที่ยวบินตรงจากยุโรปมายังไทยมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยมีผู้โดยสารเต็มเกือบทุกเที่ยวบิน

 

สภาพัฒน์ประเมิน

นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า สศช.ได้ ประเมินผลกระทบเบื้องต้นเป็น 2 กรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยเฉพาะการติดตามผลกระทบเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญและมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

 

  • กรณีแรก หากสถานการณ์มีวงจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสิ้นสุดภายใน 1 เดือน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกรณีนี้จะส่งกระทบต่อ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.6%
  • กรณี สถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ มีการปิดช่องแคบฮอร์มุส ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและซัพพลายเชนต่าง ๆ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กรณีนี้จะส่งกระทบต่อ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.3% เท่านั้น

.

#ราคาทอง #สงครามตะวันออกลาง #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact #วิกฤติตะวันออกลาง #อิหร่าน #สหรัฐ #อิสราเอล

 


SHARE THIS