สธ.แนะวิธีป้องกัน-สังเกตอาการ โรคไข้นกแก้ว ย้ำไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ
กรมควบคุมโรค เผยวิธีสังเกตอาการ”โรคไข้นกแก้ว”ที่กำลังระบาดในแถบทวีปยุโรป พร้อมแนะวิธีป้องกัน ย้ำไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย
นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงกรณีพบการระบาดของโรคซิตตาโคซิส หรือโรคไข้นกแก้ว ในหลายประเทศแถบยุโรป มีผู้เสียชีวิต 5 รายว่า ขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่พบรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยโดยโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) ไม่ใช่โรคติดต่ออุบัติใหม่ และสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะได้ เชื้อนี้มักก่อโรคในนกที่เป็นสัตว์เลี้ยง รวมถึงนกแก้ว
ในอดีตเคยมีการระบาดในนกแก้วแล้วหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ คอสตาริกา ออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทย เคยมีการรายงานผู้ป่วยโรคนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2539 ซึ่งจากการวิจัยสำรวจในสัตว์ปีกพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เช่นกัน แต่พบในอุบัติการณ์ที่ต่ำ อย่างไรก็ดี กรมควบคุมโรคได้ดำเนินการเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อโรคไข้นกแก้วอย่างใกล้ชิด ทั้งในคนและในสัตว์
สำหรับโรคซิตตาโคซิส (Psittacosis) หรือโรคไข้นกแก้ว เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ยาก ซึ่งมีนกเป็นพาพะ เช่น นกแก้ว นกพิราบ และนกคีรีบูน นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในสัตว์อื่นๆ ที่มีความใกล้ชิดกับนกดังกล่าว เช่น สุนัขและแมว โดยคนจะสามารถติดต่อโรคนี้ได้ผ่านการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป จากสารคัดหลั่ง ฝุ่นที่ติดอยู่บนขน และมูลแห้งของนก โดยคนกลุ่มเสี่ยงจะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนก เช่น สัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ คนเลี้ยงนก รวมถึงผู้ให้อาหารนก เป็นต้น
อาการของผู้ติดเชื้อ ไข้นกแก้ว มีดังนี้
- ไข้ หนาวสั่น
- ปวดหัว
- ปวดกล้ามเนื้อ
- ไอแห้ง
- ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ 5-14 วันหลังจากได้รับเชื้อ มักมีการอาการแสดงเพียงเล็กน้อย
- ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือผู้เสียชีวิต มักเป็นกลุ่มคนสูงวัยหรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งพบได้น้อยมาก
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ขอแนะนำให้ประชาชนรับฟังข่าวด้วยความตระหนัก รับทราบความเสี่ยงของภัยสุขภาพ เพื่อทราบแนวทางป้องกันโรค ไม่ตื่นตระหนกตกใจ หรือหลงเชื่อข่าวปลอมจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ ประชาชนสามารถติดตามข่าวได้จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับการป้องกันโรคไข้นกแก้วสามารถทำได้ง่าย
- ประชาชนควรหลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย
- หากจำเป็นต้องสัมผัสต้องป้องกันตนเองให้ดี สวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ
- หลังจากสัมผัสสัตว์แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
- กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนก หมั่นสังเกตอาการตนเองและอาการของสัตว์อยู่เสมอ
- หากมีอาการไข้รวมถึงอาการทางระบบทางเดินหายใจ ให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยงเพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
- สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
#กรมควบคุมโรค #โรคไข้นกแก้ว #อาการไข้นกแก้ว #วิธีป้องกันไข้นกแก้ว #ข่าวจริง #Thefacts #Thefactsnews

