1 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » ครึ่งปีแรก คนไทยแห่ทำประกันสุขภาพ 6 หมื่นล้าน ผวาค่าหมอพุ่ง 15%

ครึ่งปีแรก คนไทยแห่ทำประกันสุขภาพ 6 หมื่นล้าน ผวาค่าหมอพุ่ง 15%

SHARE THIS

ครึ่งปีแรก คนไทยแห่ทำประกันสุขภาพ 6.1 หมื่นล้าน ผวาค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นปีละ 15% สมาคมประกันชีวิตไทยเผยเบี้ยประกัน ภาพรวมครึ่งปีแรก ทะลุ 3.2 แสนล้าน โต 4.87%

 

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เผยภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ระหว่าง มกราคม – มิถุนายน มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 326,588 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.87 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี 2567 จำแนกเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 94,916 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.38และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 231,672 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.88และมีอัตราความคงอยู่ร้อยละ 82

 

สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตมากขึ้นในช่วงครึ่งแรก ปี 68 คือ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 61,219.52 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.99คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.75 ซึ่งหลัก ๆ มาจากการที่ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพและเริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ในการทำประกันสุขภาพมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงและรับมือกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (Medical Inflation)

 

ขณะที่ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Pension) ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 6,241.62 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.51 หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.91 นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Link) ก็มีเบี้ยประกันภัยรับรวมถึง 19,412.36 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.54 หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.94 เนื่องจากนักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย

 

ทั้งนี้ การเติบโตของภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรกนั้นยังคงสอดคล้องกับการประมาณการของสมาคมประกันชีวิตไทยเมื่อช่วงต้นปี ที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจจะอยู่ในช่วงร้อยละ 2 – 3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ การที่ประชาชนให้ความสำคัญกับผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นกว่า 15% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

 

 

ประกอบกับการขยายอายุการรับประกันสุขภาพไปถึง 80 ปี ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ด้านประกันสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีผลขยายไปถึงการประกันชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) ที่เป็นสัญญาหลักด้วย อีกทั้งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) อย่างเต็มตัวก็ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินในระยะยาว

 

โดยเฉพาะการออมเพื่อวัยเกษียณผ่านประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเป็นการออมที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ได้รับทั้งความคุ้มครองชีวิต และยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรการของภาครัฐอีกด้วย นอกจากนี้ในภาวะที่เศรฐกิจโลก และการลงทุนมีความผันผวน นักลงทุนส่วนหนึ่งได้มองหาช่องทางการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นและปลอดภัย ประกันชีวิตควบการลงทุนจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

 

นางนุสรากล่าวว่า ขณะเดียวกันธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องติดตามแนวโน้มและความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญอย่าง อัตราดอกเบี้ย และ ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการออม การลงทุน รวมถึงภาระหนี้สินของภาคครัวเรือน ที่มีผลต่อความสามารถการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงินของประชาชน นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังคงมีความตึงเครียดในหลายภูมิภาค รวมทั้งปัญหาชายแดนประเทศไทย และการดำเนินมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ นำไปสู่ภาวะสงครามการค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ระดับเงินเฟ้อ จนทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มลภาวะต่างๆ และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมแต่ยังส่งผลต่อความต้องการ ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตโดยตรง นอกจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้แล้ว ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้าน มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568

 

#ประกันสุขภาพ #ประกันชีวิตครึ่งปีแรก #สมาคมประกันชีวิตไทย #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

 

 


SHARE THIS