กรมชล เตือนภัย 22 จังหวัด ระวังน้ำล้นตลิ่ง-ดินถล่ม 13-20 ต.ค.
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องพายุโซนร้อนกำลังแรง “คมปาซุ” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2564 และทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ประกอบกับในช่วงวันที่ 12 – 16 ตุลาคม 2564 มีร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่
ล่าสุด กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำจากฝนพบว่า มีพื้นที่เสี่ยง 22 จังหวัด โดยต้องเฝ้าระวังระดับน้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในช่วงวันที่ 13 – 20 ตุลาคม 2564 ดังนี้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- บริเวณแม่น้ำมูล ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอประโคนชัย อำเภอสตึก และอำเภอคูเมือง
- จังหวัดสุรินทร์ อำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม
- จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอราษีไศล
ภาคกลาง
- บริเวณแม่น้ำป่าสัก ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอท่าเรือ จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองสระบุรี
- แม่น้ำลพบุรี ได้แก่ จังหวัดลพบุรี อำเภอเมืองลพบุรี
- แม่น้ำท่าจีน ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง
ภาคตะวันออก
- ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด
ภาคตะวันตก
- ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี
ภาคใต้
- ได้แก่ จังหวัดระนอง และพังงา
นอกจากนี้ มีพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสกลนคร
- ภาคตะวันออก ที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
- ภาคกลาง ที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี
- ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่เพิ่มขึ้น ได้สั่งการโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมทั้งสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนพิจารณาปรับการระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น และเร่งระบายน้ำในลำน้ำ แม่น้ำ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงหน่วงน้ำและรองรับน้ำหลาก เป็นต้น

