สรุปจบ ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บ. 43 ล้านคน ใครได้-ไม่ได้?
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการยาแรงอัดฉีดงบประมาณ 1.75 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน 43 ล้านคน ทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไปผ่านระบบร่วมจ่าย 60/40 คนละ 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน ดีเดย์เปิดลงทะเบียน 25–29 พฤษภาคม 2569 นี้
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการแถลงข่าวร่วมกันของทีมเศรษฐกิจ นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แถลงเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย
นายเอกนิติ แถลงว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือ “วิกฤตของแพง” (วิกฤตต้นทุน) ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดแตะระดับ 2.9% และมีความเสี่ยงที่จะพุ่งสูงขึ้นถึง 5% หากไม่มีมาตรการเข้ามาประคบคองอย่างทันท่วงที ซึ่งอาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตกำลังซื้อ ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กต้องปิดตัวลง เกิดปัญหาคนตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตัดวงจรก่อนที่ความเดือดร้อนจะขยายวงกว้าง
แหล่งเงินทุนและวงเงินอนุมัติ
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้งบประมาณวงเงินรวม 1.75 แสนล้านบาท โดยเป็นเงินกู้ภายใต้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกรอบวงเงินกู้รวมทั้งหมด 4 แสนล้านบาท

เจาะลึกสิทธิ์ประโยชน์ 2 โครงการย่อย เพื่อประชาชน 43 ล้านคน
มาตรการครั้งนี้แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน เพื่อให้เงินงบประมาณกระจายไปสู่อุปสงค์ที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ
1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (ดูแลกลุ่มเปราะบาง 13.18 ล้านคน)
สำหรับผู้มีรายได้น้อยสิทธิ์เดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ในตอนนี้ รัฐบาลจะทำการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อเพิ่มวงเงินให้ต่อเนื่อง ดังนี้:
-
สิทธิ์สวัสดิการพื้นฐานเดิม (ยังคงอยู่ครบถ้วน): วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค, ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม, วงเงินค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ, วงเงินช่วยค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมถึงเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับคนพิการ
-
วงเงินที่ได้เพิ่มพิเศษ: รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาจากวิกฤตพลังงานเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว 300 บาทต่อเดือน) รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
-
ระยะเวลา: นาน 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569
-
แผนงานในอนาคต: กระทรวงการคลังเตรียมเร่งรัดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองคุณสมบัติรอบใหม่ พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่น เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่สอดคล้องกับปัจจุบันที่สุด
2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 (ประชาชนทั่วไป เป้าหมาย 30 ล้านคน)
มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay) ระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อช่วยเหลือคนทำงาน มนุษย์เงินเดือน และชนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
-
รูปแบบการจ่ายเงิน: รัฐบาลสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตรา 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%
-
วงเงินสนับสนุน: จำกัดสิทธิ์ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และ ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (รวมสูงสุด 4,000 บาท ตลอดทั้งโครงการ 4 เดือน)
-
ระยะเวลา: ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”
ประชาชนที่จะลงทะเบียนรับสิทธิ์ร่วมจ่าย 60/40 จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 5 ข้อ ดังนี้:
-
เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-
มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
-
มีบัตรประจำตัวประชาชน
-
ต้องไม่เป็น ผู้ที่เคยถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต (ทุกเฟส รวมถึงคนละครึ่ง พลัส)
-
ต้องไม่เป็น ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569
เงื่อนไขสำคัญ ข้อต้องห้าม และข้อควรระวัง!
-
กฎเหล็ก “ห้ามสะสมยอด”: ทั้งเงินเพิ่มของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และสิทธิ์โครงการ 60/40 ต้องใช้ให้หมดเดือนต่อเดือน หากมีวงเงินเหลือในเดือนใด ระบบจะตัดสิทธิ์ทันที ไม่สามารถนำทบไปใช้ในเดือนถัดไปได้
-
ยกเว้นกลุ่มธุรกิจภาคบริการ: มาตรการนี้เน้นตัดค่าใช้จ่ายสินค้าจำเป็นอย่าง อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่กำหนดเท่านั้น จะไม่รวมร้านค้าในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือธุรกิจสปา เพื่อให้เงินถูกใช้ตรงเป้าหมายที่สุด
-
จำกัดเวลาการใช้สิทธิ์ในแต่ละวัน: * ซื้อสินค้าจากร้านค้าทั่วไป: ใช้สิทธิ์ได้เวลา 06.00 – 23.00 น.
-
ซื้ออาหารผ่าน Food Delivery: ใช้สิทธิ์ได้เวลา 06.00 – 21.00 น.
-

ไทม์ไลน์สำคัญ การลงทะเบียนและการรับเงิน
ธนาคารกรุงไทยยืนยันความพร้อมของระบบปฏิบัติการเพื่อรองรับประชาชน 30 ล้านคน และร้านค้าทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ดังนี้:
สำหรับประชาชนทั่วไป (โครงการ 60/40)
-
ช่วงเวลาลงทะเบียน: วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ์ หรือถึงวันสุดท้าย แล้วแต่เกณฑ์ใดถึงก่อน
-
ผู้เคยร่วมโครงการเดิม (คนละครึ่ง พลัส): เข้าไปกดยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะทราบผลอนุมัติในระบบทันที
-
ผู้เข้าร่วมรายใหม่: ต้องลงทะเบียนกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด โดยระบบจะใช้เวลาตรวจสอบสิทธิ์กับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน
-
การเริ่มใช้จ่าย: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”
-
1. วิธีการลงทะเบียน (ทำผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เท่านั้น)
ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าหรือคนใหม่ ให้ทำตาม 3 ขั้นตอนในภาพ คือ:
-
ขั้นตอนที่ 1: เปิดแอปฯ เป๋าตัง แล้วกดที่รูปโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่หน้าแรก
-
ขั้นตอนที่ 2: อ่านรายละเอียดเงื่อนไขให้ครบถ้วน แล้วกดปุ่ม “ลงทะเบียน”
-
ขั้นตอนที่ 3: เมื่อระบบแสดงข้อความว่าได้รับสิทธิและวันที่เริ่มใช้สิทธิได้ ให้กดปุ่ม “ตกลง”
-
-
2. ข้อแตกต่างระหว่าง “คนเก่า” และ “คนใหม่”
หัวข้อ ผู้เข้าร่วมรายเก่า (เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง) ผู้เข้าร่วมรายใหม่ การลงทะเบียน กดกดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตังตามขั้นตอนด้านบน ลงทะเบียนกรอกข้อมูลใหม่ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ผลการพิจารณา ทราบผลอนุมัติทันที ต้องรอตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน
ขั้นตอนการใช้สิทธิ์ (เมื่อถึงวันที่ 1 มิ.ย. 69)
เมื่อได้รับสิทธิ์แล้ว การใช้งานสามารถทำได้ดังนี้:
-
เข้าแอปฯ เลือกโครงการ: เข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง เลือกเมนูโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”
-
แสดงสิทธิ์: ระบบจะแสดงหน้าหลักของโครงการพร้อมสิทธิ์ที่คุณสามารถใช้ได้ เพื่อนำไปชำระเงินที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการครับ

สำหรับร้านค้าและผู้ประกอบการ
-
ร้านค้าเดิม: ยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569
-
ร้านค้าใหม่: ลงทะเบียนผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569
-
กลุ่ม Food Delivery (4 ค่าย): ผู้ประกอบการกดสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงิน ได้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 และประชาชนจะเริ่มใช้สิทธิ์สั่งอาหารได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569
ไฮไลต์เด็ด: ร้านค้าได้อัปสกิลฟรีด้วย AI “นกกระซิบ”
ความพิเศษของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในครั้งนี้ คือทางธนาคารกรุงไทยได้จัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า “นกกระซิบ” ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในการยกระดับธุรกิจ 3 ด้านหลัก ได้แก่:
-
ตอบคำถาม: ชี้แจงเงื่อนไขและข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ตลอดเวลา
-
วิเคราะห์ยอดขายเชิงลึก: ช่วยคำนวณยอดขายรายวัน บอกช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด และยอดขายเฉลี่ยต่อบิล เพื่อให้ร้านค้าบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
เชื่อมโยงราคากลางวัตถุดิบ: เชื่อมต่อข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (เช่น ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่) ทำให้ร้านค้ารู้ต้นทุนที่แท้จริง สามารถตั้งราคาขายให้เหมาะสมและมีกำไร
ผลลัพธ์และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลคาดว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพลดแรงกดดันจากวิกฤตของแพงให้กับภาคประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ช่วยต่อลมหายใจและเติมสายป่านสภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศให้สามารถพยุงธุรกิจต่อไปได้ และที่สำคัญคือเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพการบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง
📌 เกาะติดทุกข่าวสารมาตรการรัฐและสิทธิ์เยียวยาเศรษฐกิจอย่างแม่นยำ ไม่พลาดทุกสิทธิ์ของคุณ ติดตาม “The Facts News ข่าวจริง” ได้ทุกช่องทาง:
-
🌐 Website : the-facts-news.com
-
📘 Facebook : The Facts News FB
-
🕊️ Twitter (X) : The Facts News TW
-
💬 Line Official Account : @057ywnqz หรือคลิก https://lin.ee/Zgh9WPnB
#ไทยช่วยไทยพลัส #ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส #แอปเป๋าตัง #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ลดค่าครองชีพ #มาตรการเยียวยา #กระทรวงการคลัง #AIนกกระซิบ #TheFactsNews #ข่าวจริง

