TIPH ตั้ง “TIP IB” ลงทุน บ.ประกันภัยดิจิทัล-ตะกาฟุล ตั้งเป้าเข้า ตลท.ใน 5 ปี
บอร์ด TIPH ไฟเขียว ตั้ง TIP IB ลงทุนในบริษัทประกันภัยดิจิทัล และตะกาฟุล ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 5 ปี
บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TIPH เตรียมสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัยในประเทศไทยอีกครั้ง หลังแจ้งมติบอร์ดจัดตั้ง บริษัท ทิพย ไอบี จำกัด หรือ TIP IB (TIP Insurance Business) เป็นบริษัทเรือธง (Flagship Company) แห่งใหม่ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย ลุยซื้อบริษัทประกันภัย เพื่อจัดตั้งบริษัทประกันภัยดิจิทัล และบริษัทประกันภัยตะกาฟุล เต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศไทย วางเป้าหมายผลักดันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 5 ปี พร้อมวางแผนตั้งบริษัทเรือธง (Flagship Company) แห่งใหม่ขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ เพื่อลงทุนในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจประกันภัย ที่มีโอกาสในการเติบโต และความสามารถในการทำกำไรสูง ตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และยั่งยืนให้กับกลุ่ม TIPH
ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2565 ได้มีมติอนุมัติการจัดตั้งบริษัท ทิพย ไอบี จำกัด เพื่อประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจประกันภัย (Insurance Business) โดยมีบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ซึ่งแหล่งเงินทุนที่จะใช้สำหรับการลงทุนของ TIP IB (TIP Insurance Business) ในอนาคต จะมาจากเงินเพิ่มทุนจาก TIPH ซึ่งการจัดตั้ง TIP Insurance Business หรือ TIP IB เป็นบริษัทย่อยใหม่ในครั้งนี้ มุ่งหวังให้ TIP IB เข้าซื้อกิจการที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อจัดตั้งบริษัทประกันภัยดิจิทัล และบริษัทประกันภัยตะกาฟุล เต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศไทย ภายในปี 2565 ตามแผนที่ได้เคยเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้นไว้ พร้อมเดินหน้าผลักดันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 5 ปี
โดยที่บริษัทประกันภัยดิจิทัลแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นบริษัทประกันภัยดิจิทัล 100% ที่มีรูปแบบการทำธุรกิจแตกต่างจากรูปแบบของธุรกิจประกันภัยแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยจะขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านช่องทาง Digital Platform เท่านั้น และให้บริการแบบ High-Tech and Low-Touch โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) เป็นหลัก ซึ่งจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย ไม่มีความซับซ้อน และลูกค้าสามารถเลือกซื้อและออกแบบได้อย่างสะดวกสบายด้วยตนเองบนแพลตฟอร์มทันที รวมทั้งไม่ผ่านตัวแทนนายหน้าหรือคนกลาง ทำให้สามารถที่จะขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
ขณะที่บริษัทประกันภัยตะกาฟุล ที่ TIP IB มีแผนที่จะตั้งขึ้นนั้น จะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามหลักทางศาสนาอิสลาม 100% แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ และให้บริการแก่พี่น้องชาวมุสลิมโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายที่จะครองส่วนแบ่งการตลาดการประกันภัยให้กับพี่น้องมุสลิมสูงที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีบริษัทประกันภัยที่ดำเนินธุรกิจตามหลักทางศาสนาอิสลาม 100% อย่างแท้จริง ขณะที่ตลาดประกันภัยสำหรับพี่น้องชาวมุสลิมมีขนาดใหญ่มากในประเทศไทย โดยประเมินว่าอาจจะสูงถึง 11% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมในประเทศไทย
ทั้งนี้ TIP IB ถือเป็นบริษัทเรือธง (Flagship Company) ลำดับที่ 2 ของ TIPH หลังจากที่ปลายปี 2564 ที่ผ่านมา TIPH ได้มีการจัดตั้งบริษัท ทิพย ไอเอสบี จำกัด หรือ TIP ISB (TIP Insurance Supported Business) ขึ้น และ TIP ISB ได้เริ่มภาระกิจด้วยการเข้าซื้อกิจการรวดเดียว 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ Amity และ บริษัท ดีพี เซอร์เวย์ แอนด์ลอว์ จำกัด หรือ DP Survey โดยที่ล่าสุดทั้ง 2 บริษัทได้เดินหน้าตามแผนธุรกิจที่ TIPH วางไว้แล้ว ภายใต้การขับเคลื่อนของผู้บริหารชุดใหม่ที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ TIPH ยังมีแผนที่จะตั้งบริษัทเรือธง (Flagship Company) แห่งใหม่ขึ้นอีก เพื่อลงทุนในธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย ที่มีโอกาสในการเติบโต และความสามารถในการทำกำไรสูง โดยจะเน้นไปที่ธุรกิจเทคโนโลยี การเงิน และ สุขภาพ เป็นต้น
“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทลูกต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ TIP ISB (TIP Insurance Supported Business) และ TIP IB (TIP Insurance Business) นอกจากจะสามารถสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัยในประเทศไทยได้อย่างแน่นอนแล้ว จะสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นของ TIPH ในระยะยาวได้ จากการที่บริษัทลูกทุกบริษัทภายใต้ TIPH มีเป้าหมายร่วมกันคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 5 ปี ภายใต้การบริหารงานของผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในธุรกิจนั้นๆ อย่างแท้จริง” ดร.สมพร กล่าว
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่มีโอกาสสูงกว่าที่ประเมินไว้ และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่อาจมากกว่าคาด คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นผลจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทาน (cost-push inflation) ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (demand-pull inflation) ยังอยู่ในระดับต่ำจากรายได้ที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังสอดคล้องกับเป้าหมายนโยบายการเงิน ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย โดยสภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายสภาพคล่องยังแตกต่างกันบ้างในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าลงจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลัก คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น
คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง มาตรการการคลังควรสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างตรงจุด โดยเน้นการสร้างรายได้และการบรรเทาภาระค่าครองชีพในกลุ่มเปราะบาง ขณะที่นโยบายการเงินช่วยสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลายต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อช่วยกระจายสภาพคล่องและช่วยลดภาระหนี้โดยเฉพาะในกลุ่มที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการอื่น ๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนให้เห็นผลในวงกว้างและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ยังให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์โลก การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจขยายวงกว้างและสร้างความไม่แน่นอนในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมหากจำเป็น

