17 สิงหาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » GDP ไทยไตรมาส 2 โต 1.9% รั้งท้ายภูมิภาค รัฐบาลชี้เดินมาถูกทาง

GDP ไทยไตรมาส 2 โต 1.9% รั้งท้ายภูมิภาค รัฐบาลชี้เดินมาถูกทาง

SHARE THIS

 สภาพัฒน์เผย GDP ไตรมาส 2/2569 โต 1.9% ชะลอตัวลง รั้งท้ายเศรษฐกิจโตต่ำสุดในภูมิภาค คาดทั้งปีโต 2.0 – 2.5%

 

 

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสนี้ขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย แม้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่ถูกกดดันจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน การลดลงของการลงทุนภาครัฐ และอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ทั้งนี้ สภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0 – 2.5

 

 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ว่า ขยายตัว 1.9% จากภาคการผลิตและภาคการใช้จ่าย ที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวเกือบทั้งหมด ยกเว้นด้านการส่งออกและการลงทุนที่ยังคงขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.4% ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

 

ประเด็นสำคัญ: เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในภูมิภาค

ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ซึ่งถือเป็นอัตราที่ ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ที่มีการรายงานข้อมูล โดยเมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโต (%YoY) ในไตรมาส 2/2569 พบว่า:

 

  • ไต้หวัน: ขยายตัวร้อยละ 9
  • เวียดนาม: ขยายตัวร้อยละ 4
  • มาเลเซีย: ขยายตัวร้อยละ 0
  • สิงคโปร์: ขยายตัวร้อยละ 9
  • อินโดนีเซีย: ขยายตัวร้อยละ 3
  • จีน: ขยายตัวร้อยละ 3
  • ฮ่องกง: ขยายตัวร้อยละ 3
  • เกาหลีใต้: ขยายตัวร้อยละ 7
  • อินเดีย: ขยายตัวร้อยละ 6
  • ฟิลิปปินส์: ขยายตัวร้อยละ 3
  • ไทย: ขยายตัวร้อยละ 9 (ต่ำที่สุดในภูมิภาค)

 

 

สรุปภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2/2569

  1. ด้านการใช้จ่าย (Demand Side)
  • การลงทุนภาคเอกชน: ขยายตัวโดดเด่นถึงร้อยละ 4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.1 ในไตรมาสก่อน และเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4/2555 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์สำนักงาน

 

  • การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวร้อยละ 9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส

 

  • การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ: การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวเพียงร้อยละ 2 (ชะลอจากร้อยละ 3.4) ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส

 

  • การค้าระหว่างประเทศ:
    • การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 6 จากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
    • การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 111,155 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 3 ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส
    • ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (ประมาณ 5.75 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส

 

  1. ด้านการผลิต (Supply Side)

 

  • ภาคอุตสาหกรรม: ขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 1 (จากร้อยละ 1.0 ในไตรมาสก่อน) โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาส 2/2563)
  • ภาคเกษตรกรรม: ขยายตัวร้อยละ 5 ชะลอลงจากร้อยละ 2.0 เนื่องจากผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้งสะสม
  • ภาคการท่องเที่ยวและบริการ: สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวร้อยละ 5 ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงร้อยละ 4.4

 

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569

สภาพัฒน์ประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง ร้อยละ 2.0 – 2.5 (ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 2.2) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่:

 

  • การขยายตัวต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน (คาดขยายตัวร้อยละ 6)
  • การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้า (คาดขยายตัวร้อยละ 1)
  • อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5 – 2.0
  • ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุลร้อยละ 2 ของ GDP

 

5 ข้อเสนอแนะนโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาคปี 2569

  1. ดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร: เตรียมพร้อมจัดการน้ำรองรับภัยแล้งจากเอลนีโญ และกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  2. รักษาแรงส่งการส่งออก: เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) และเตรียมข้อมูลชี้แจงมาตรา 301 กับสหรัฐฯ พร้อมทั้งเร่งเจรจา FTA แสวงหาตลาดใหม่
  3. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน: เร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริงผ่านระบบ Thailand FastPass และสร้างความเชื่อมโยงกับ SMEs ไทย
  4. รักษาแรงสนับสนุนจากภาครัฐ: เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน ดำเนินโครงการกู้เงินแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน 400,000 ล้านบาท และรักษาวินัยทางการคลัง
  5. รับมือความเสี่ยงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: บริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน ดูแลสต็อกวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย พร้อมติดตามผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

 

 

มั่นใจเศรษฐกิจมาถูกทาง

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงสาเหตุจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% ว่า เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาน้ำมันโลกและส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นถึง 2.7% จนค่าครองชีพแพงและการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง นอกจากนี้ ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงฉุดให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อ รวมทั้งเร่งอัดฉีด 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทางแล้ว สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี คิดเป็นเงินลงทุน 2.55 แสนล้านบาท จากมาตรการ ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ซึ่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม เอไอ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังเติบโตได้ดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้าง นิว อีโคโนมี ของโลกอย่างตรงจุด

 

ช่องทางติดตามข่าวสาร The Facts News ข่าวจริง:

 

#สภาพัฒน์ปรับจีดีพี #เศรษฐกิจโตต่ำสุดเอเชีย #จีดีพีปี69 #สภาพัฒน์ #ข่าวจริง #thefactsnews #facts #fact

 


SHARE THIS