สธ.กำหนดเกณฑ์ โรคอ้วนใหม่ วัดขนาดรอบเอว คู่ ดัชนีมวลกาย
สธ.กำหนดเกณฑ์การประเมิน และเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ กลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนใหม่ เพิ่มขนาดรอบเอว ควบคู่ ดัชนีมวลกาย
นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยหลังเป็นประธานเปิดงานประกาศขับเคลื่อนเกณฑ์ประเมินภาวะโภชนาการวัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยใช้ดัชนีมวลกายร่วมกับรอบเอวปกติต้องไม่เกินส่วนสูงหารสองว่า การประเมินสุขภาพเบื้องต้นโดยใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกายเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนได้ทั้งหมด สธ.จึงได้กำหนดเกณฑ์การประเมิน และเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ เพื่อส่งเสริมให้คนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ มีภาวะโภชนาการดี และสุขภาพดี พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้เกณฑ์การประเมิน 2 เกณฑ์ คือ
- ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
- ค่ารอบเอวปกติไม่เกินส่วนสูงหารสอง จะสามารถบ่งชี้ภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจได้แม่นยำมากขึ้น
ส่วนค่าดัชนีมวลกายสำหรับคนเอเชียที่อยู่ในวัยทำงาน และผู้สูงอายุยังคงใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกคือค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่วนเกณฑ์รอบเอวจะใช้รอบเอวปกติต้องไม่เกินส่วนสูงของตนเองหารด้วยสอง โดยใช้ร่วมกันทั้งคนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
“ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พบว่า สัดส่วนประชากรที่มีค่าดัชนีมวลกาย อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีรอบเอวเกิน เมื่อใช้เกณฑ์รอบเอวปกติน้อยกว่าส่วนสูงหารสอง เท่ากับ 4.9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนที่มีดัชนีมวลกายปกติ ก็มีรอบเอวเกินได้ ดังนั้นจึงต้องกำหนดเกณฑ์ประเมินและเฝ้าระวังใหม่”
ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) โดยนำน้ำหนักตัวหารส่วนสูงยกกำลังสอง ค่าที่ออกมาบางกลุ่มไม่เกินเกณฑ์ที่บ่งชี้ว่าอ้วน แต่สิ่งที่เรากังวลคือ ไขมันรอบเอวที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ทั้งภาวะอ้วน รวมถึงเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง บางคนอาจจะไม่รู้ตัว และส่งผลต่อความรุนแรงของโรคจนต้องนอน รพ. หรืออาจถึงขั้นพิการ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลลุกลามจนต้องตัดอวัยวะ ไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรค เป็นต้น การปรับเกณฑ์ด้วยการคิดค่าดัชนีมวลกายร่วมกับรอบเอวต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง ถือเป็นการป้องกัน และตรวจจับความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดโรค

