ปัญหาคนโสดล้นประเทศ วัยเจริญพันธุ์โสดเพิ่ม 40.5% แนะรัฐช่วยจับคู่
ยิ่งโสดยิ่งจน สภาพัฒน์ เผยคนไทยวัยเจริญพันธุ์ 15-49 ปี เป็นโสดเพิ่ม 40.5% แนะรัฐเอาจริง พัฒนาหาทางจับคู่คนโสด แจกเงินหนุนคนออกเดท
นอกจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ยังกำลังเข้าสู่สังคมคนโสดด้วย เพราะล่าสุด สภาพัฒน์เผยคนไทยวัยเจริญพันธุ์ (15-49 ปี) เป็นโสดเพิ่มแตะ 40.5% นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2566 พบว่าคนไทยในช่วงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) มีคนโสดอยู่ 40.5% สูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว 23.9% และเพิ่มขึ้นจากปี 60 ที่ 35.7
สวนทางกับสัดส่วนของคนไทยที่มีสถานะแต่งงานแล้วที่ลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 57.9% ในปี 2560 เหลือ 52.6% ในปี 2566 ท่ามกลางอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น โดยคนโสดในความหมายของรายงานหมายถึงผู้ที่ยังไม่เคยสมรส
“คนโสดส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วนคนโสดในพื้นที่สูงที่สุด ถึง 50.4% เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เมื่อจำแนกตามการศึกษา พบว่าผู้หญิงที่โสดส่วนใหญ่คือผู้ที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นไป คิดเป็น 42% รองลงมาคือผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลาย คิดเป็น 31.2% ส่วนผู้ชายที่โสดส่วนใหญ่คือ ผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลาย คิดเป็น 29.4% รองลงมาคือผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมต้น คิดเป็น 28.7%”
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเป็นคนโสดประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่
- ค่านิยมทางสังคม
- ปัญหาความต้องการ / ความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกัน
- โอกาสในการพบปะผู้คน
- นโยบายส่งเสริมการมีคู่ของภาครัฐไม่ต่อเนื่องและไม่ครอบคลุมความต้องการ
นอกจากนี้ ค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ได้แก่
- ค่านิยม SINK (Single Income, No Kids) หรือคนโสดที่มีรายได้และไม่มีลูก โดยกลุ่มนี้เน้นใช้จ่ายเพื่อเติมเต็มความสุขให้ตนเองเป็นหลัก เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพและความงาม รวมทั้งที่อยู่อาศัย
- ค่านิยม PANK (Professional Aunt, No Kids) หรือกลุ่มผู้หญิงโสดอายุ 30 ปีขึ้นไปที่มีรายได้และอาชีพการงานดีและไม่มีลูก” ซึ่งเน้นไปที่การดูแลหลานหรือเด็กในครอบครัวรอบตัว
- ค่านิยม Waithood คือกลุ่มคนโสดที่เลือกจะรอคอยการมีความรักต่อไป เนื่องจากความไม่พร้อม / ไม่มั่นคงในสถานะทางเศรษฐกิจ จึงมองว่าการแต่งงานขณะที่ยังไม่พร้อมจะเป็นการลดโอกาสด้านอื่นๆ ที่อาจเข้ามา อีกทั้งยังจะเป็นภาระทางการเงินอีกด้วย
นายดนุชา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ข้างต้นเป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญต่อเป้าหมายการเพิ่มประชากร ดังนั้นหากไทยต้องการส่งเสริมให้คนมีลูกเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมีคู่ของคนโสดด้วย โดยแนวทางการแก้ปัญหานโยบายส่งเสริมการมีคู่ ซึ่งถอดบทเรียนจากต่างประเทศที่ ตัวอย่างเช่น
- สิงคโปร์: ในปี 2561 มีการจัดทำโครงการลดคนโสด โดยจ่ายเงินให้คู่รักออกเดตอย่างน้อย 2,500 บาท เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ในกิจกรรมออกเดตหรือบริการหาคู่
- จีน: ในปี 2566 รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลเจียงซีให้การสนับสนุนแอปพลิเคชันหาคู่ โดยใช้ฐานข้อมูลของคนโสดที่อาศัยอยู่ในเมืองมาพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มบริการหาคู่ที่เรียกว่า Palm Guixi
- ญี่ปุ่น: ในปี 2567 จัดทำแอปพลิเคชันหาคู่สำหรับคนโสดที่อายุมากกว่า 18 ปี และอยู่ในโตเกียว โดยใช้ระบบ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์หาคนที่มีความชอบใกล้เคียงกัน รวมทั้งยังมีระบบการยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน
ข้อเสนอหลักต่อภาครัฐ ได้แก่
- การสนับสนุนเครื่องมือ Matching คนโสด โดยภาครัฐอาจร่วมมือกับผู้ให้บริการหรือพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อให้คนโสดสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น
- การยกระดับทักษะที่จำเป็นในการทำงาน อาทิ คอร์สเรียนเพิ่มทักษะ Soft & Hard Skills นอกจากนี้ยังมีโอกาสพบรักในสถานศึกษาได้อีกด้วย
- การส่งเสริมการมี Work-Life Balance ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยให้คนโสดมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสให้คนโสดได้มีเวลาทำกิจกรรมอื่นและพบเจอคนที่มีความชอบลักษณะเดียวกัน
- การส่งเสริมกิจกรรมและการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้คนโสดได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
อย่างไรก็ดี บทความของ World Economic Forum ระบุว่า คนโสดมีแนวโน้มที่จะมีฐานะทางเศรษฐกิจ ‘แย่กว่า’ คนที่มีคู่ครอง โดยตามรายงานของ Pew Research Center จากการสำรวจในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า คนที่แต่งงานแล้วมีฐานะทางเศรษฐกิจ ‘ดีกว่า’ คนโสด โดยเฉพาะผู้ชาย
#สังคมคนโสด #ยิ่งโสดยิ่งจน #คนโสดเพิ่มขึ้น #วัยเจริญพันธุ์เป็นโสด #สภาพัฒน์ #สศช #ข่าวจริง #Thefacts #facts #fact #ภาครัฐช่วยหาคู่

