รื้อใหญ่ เกณฑ์คุมทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล สกัดทุนเทาใช้ไทยฟอกเงิน
ไทยกำลังรื้อใหญ่กฎเกณฑ์ เพื่อแก้ปัญหาทุนเทาใช้ไทยเป็นสวรรค์การฟอกเงิน โดยกำลังรื้อ การคุมเงินสด เงินโอนในบัญชีธนาคาร e-Wallet แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์มีค่า โดยจะเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ภาษีเทรดทองออนไลน์ คุมเส้นทางเงิน ยืนยันตัวตน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (ดาตา บูโร) ได้มีแนวทางร่วมกัน ยกระดับการกำกับดูแล และเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่มีหน่วยงานไหน เข้าไปกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบจริง และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการดูแลพฤติกรรม การยินยันตัวตนของผู้ที่จะซื้อขายและลงทุนด้วย
ทั้งนี้ การจัดตั้งระบบ ดาต้า บูโร เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ที่เดียว เพื่อแก้ไขปัญหาฟอกเงินและทุนเทา ทั้ง การทำทุรกรรมซื้อขายทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล อีวอลเล็ต เงินตราต่างประเทศ และเงินสด โดยที่ไม่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่จะใช้ระบบ โอเพ่น เอพีไอ มาทำแทน ซึ่งมั่นใจว่าหลังจากจัดทำแล้ว จะแก้ไขปัญหาของเมืองไทย ที่ถูกยกให้เป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน กลายเป็นนรกของการฟอกเงิน
ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก
(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน
(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน
(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์
โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

นายเอกนิติกล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ
อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมายังมีช่องว่างกำกับดูแลระหว่างธุรกรรมทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ เนื่องจากไทยได้มีการผ่อนเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการนำเข้าทองคำเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ แต่หลังจากนี้จะเพิ่มความเข้มงวด โดยให้กรมสรรพากร เข้มงวดเรื่องธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบจริง โดยให้เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ จะต้องทำบัญชีพิเศษรายงานข้อมูลการซื้อขายทองคำมาให้สรรพากรรับทราบ และระหว่างนี้ กรมสรรพากรจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบร้านทองขนาดใหญ่ที่มีแพลตฟอร์มของตนเองเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นรายวัน จำนวนการเทรด
นอกจากนี้ สรรพากร อยู่ระหว่างการพิจารณาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของ ครม. จะต้องพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการในฐานะรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ขณะเดียวกัน ได้ให้กรมศุลกากร ศึกษาเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ว่า ควรจะดำเนินการได้หรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก่อนที่จะดำเนินการจริง โดยให้เทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ด้วย

ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวว่า ธปท.จะเพิ่มการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้กำลังรอการแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลได้ โดยคาดว่าจะมีผลหลังวันที่ 20 ม.ค. 69 นี้ ซึ่งจะทำให้ ธปท. เข้าไปกำกับดูแล การซื้อขายทองคำ ได้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการให้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายทองคำมาได้ ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาเรื่องการกำหนดเพดานการซื้อขายทองคำสูงสุด เช่น บุคคลธรรมดา ไม่ควรซื้อขายเกิน 100 ล้านบาทต่อวัน
ส่วนการดูแลสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น เงินสด ได้ออกเกณฑ์กำหนดให้ ผู้ที่นำเข้าเงินจากต่างประเทศที่เกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้อง ชี้แจงที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ที่นำมาใช้ ขณะที่ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กำหนดเพดานแลกเงินสูงสุดให้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน ตลอดจนผู้ให้บริการ อี วอลเล็ต ต้องมีการคุมเพดานสูงสุดให้เหมาะสมกับแต่ละราย
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในไตรมาสแรกปีนี้
#ทุนเทา #เงินเทา #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact #ภาษีนำเข้าทอง #ภาษีเทรดทอง

