หัวอกแรงงานไทย หนี้ท่วม 2.72 แสนบ. สูงสุด 14 ปี แถมไร้เงินออม
ชะตากรรมแรงงานไทย หนี้ท่วม 2.72 แสน สูงสุดรอบ 14 ปี รายได้ไม่พอจ่าย ไร้เงินออม-อาชีพเสริม ร้องรัฐขึ้นค่าแรง 450 บาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย จากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 99.1% มีหนี้สิน เนื่องจากปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้มีภาระหนี้ที่สูงขึ้น ตามค่าครองชีพที่สูง อีกทั้งยังมีการกู้เงินเพิ่ม เพื่อใช้ชำระหนี้ จึงก่อให้เกิดหนี้สะสม
ทั้งนี้ ภาระหนี้ครัวเรือนของแรงงานไทยในปีนี้ ขยายตัวถึงร้อยละ 25.05 คิดเป็นมูลค่าหนี้ต่อครัวเรือนสูงถึง 272,528 บาท สูงกว่าปีที่แล้วที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 แสนบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 6 หมื่นบาทต่อครัวเรือน มีภาระผ่อนชำระต่อเดือน 8,577 บาท ซึ่งถ้าหากนำมาลบจากรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะเหลือเงินใช้จ่ายเพียง 5,500 กว่าบาทเท่านั้น ส่งผลให้มีการผิดชำระหนี้มากขึ้น โดยสถิติในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา แรงงานที่ผิดชำระหนี้เพิ่มขึ้นจาก 31.5% ในปีก่อน เป็น 41.5% และส่วนใหญ่ 73.5% ไม่มีการเก็บออม
“มูลค่าหนี้สูงถึง 272,528 บาท เพิ่มขึ้น 25.04% เทียบกับปี 65 เป็นมูลค่าหนี้ที่สูงสุดในรอบ 14 ปี ตั้งแต่เริ่มสำรวจมา แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 79.85 และหนี้นอกระบบ 20.2% หนี้ส่วนใหญ่กู้มาเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หนี้บัตรเครดิต ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ ใช้คืนหนี้เก่า ยานพาหนะ การศึกษา และมีภาระผ่อนชำระต่อเดือนเฉลี่ย 8,577 บาท โดยหนี้นอกระบบ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 15.47% ต่อเดือน ส่วนในระบบอยู่ที่ 8.76% ต่อเดือน ที่สำคัญยังไร้เงินออม อาชีพเสริม”
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แรงงานตัวอย่างส่วนใหญ่ บอกว่า รายได้ในปัจจุบันส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง มีหนี้เพิ่มขึ้น และไม่มีความสามารถในการรักษาพยาบาล ต้องหาสถานพยาบาลฟรี ดังนั้น เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน แต่หากขึ้นค่าแรงแล้วก็กังวลอาจทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการดูแล หรือช่วยเหลือค่าครองชีพให้เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อย เพิ่มสวัสดิการ กระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัว

