1 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » สธ.คาดโควิดหลังสงกรานต์ กรณีเลวร้ายสุด ติดเชื้อพุ่งวันละ 1 แสน

สธ.คาดโควิดหลังสงกรานต์ กรณีเลวร้ายสุด ติดเชื้อพุ่งวันละ 1 แสน

SHARE THIS

 

ก.สาธารณสุข ประเมินสถานการณ์โควิดหลังสงกรานต์ กรณีแย่สุด ติดเชื้อพุ่งวันละแสนราย ตาย 250 ราย  แต่หากประชาชนร่วมมือดี ติดเชื้อวัน 5 หมื่นคน

 

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เผยว่า กรมควบคุมโรค ได้คาดการณ์สถานการณ์โควิด-19 หลังเทศกาลสงกรานต์ 2565 ว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต มากกว่าปี 2564 อย่างไรก็ตาม หากดูจากรายงานผู้ติดเชื้อวันละกว่า 2 หมื่นราย เสียชีวิตไม่เกิน 100 รายต่อวัน ยังถือเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จึงคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะขึ้นไป 100 รายเศษๆต่อวันในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

 

ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด ที่กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังสงกรานต์ หากคงมาตรการต่าง ๆ และประชาชนให้ความร่วมมือในระดับปัจจุบัน และมีการแพร่โรคต่อเนื่องไปทุกจังหวัดจนถึงช่วงสงกรานต์ ประเมินว่าผู้ติดเชื้อจะสูงสุดราว 5 หมื่นรายต่อวัน ในช่วงวันที่ 19 เมษายน 2565 ผู้ป่วยปอดอักเสบสูงสุด 3,000 ราย ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2565 ผู้ป่วยปอดอักเสบใส่ท่อช่วยหายใจสูงสุด 900 ราย และผู้เสียชีวิตกว่า 100 รายต่อวัน

 

ส่วนสถานการณ์แย่ที่สุด กรณีที่ผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรค ลดแยกกัก-กักตัว ฉีดวัคซีนทุกเข็มต่ำกว่า 2 แสนโดสต่อวัน ประชาชนส่วนใหญ่ย่อหย่อนต่อมาตรการป้องกันตนเอง ช่วงหลังสงกรานต์จะมีผู้ติดเชื้อสูงสุดราว 1 แสนรายต่อวัน ผู้ป่วยปอดอักเสบสูงสุดราว 6,000 รายช่วงต้นเดือนพ.ค.2565 ผู้ป่วยปอดอักเสบใส่ท่อช่วยหายใจสูงสุดจะอยู่ที่ราว 1,700 ราย และผู้เสียชีวิตราว 250 รายต่อวัน

 

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า หากเทียบยอดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตช่วงหลังสงกรานต์ 2 ปีก่อนกับปีนี้ คาดว่าสัดส่วนระหว่างการป่วยหนักต่อผู้ติดเชื้อลดลง เพราะช่วง 2 ปีก่อนติดเชื้อวันละไม่กี่พัน ขึ้นไปสูงสุด 23,000 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,300-1,400 ราย ปัจจุบันใส่ท่อช่วยหายใจราว 500 ราย หรือ 1 ใน 3 ของก่อนหน้านี้ แต่ถ้านับรวม ATK จะติดเชื้อมากกว่าเดิม 2-3 เท่า

 

สาเหตุที่คาดการณ์ว่าหลังสงกรานต์ จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการรวมกลุ่มในช่วงสงกรานต์ ประชาชนกลับบ้าน ไปเจอผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จนอาจเกิดการแพร่เชื้อมากขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกลุ่ม 608 ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์และกลุ่มเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว  ส่วนกลุ่มเด็กเล็กยังป่วยไม่มาก และไม่มีวัคซีนในกลุ่มเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ยกเว้นกลุ่มเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัวจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยง  ดังนั้น จึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคน ป้องกันตนเองและคนในครอบครัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  3 ด้านสำคัญ คือ

 

  1. ไม่รวมกลุ่มทานข้าวด้วยกันเป็นเวลานาน ถ้าทานข้าวร่วมกันต้องแบบใช้เวลาสั้น ๆ
  2. ใส่หน้ากากอนามัยถ้าอยู่กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือกลุ่ม 608 หรือเด็กเล็ก ป้องกันไม่ให้ป่วยและไปรับวัคซีน
  3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดปาร์ตี้ ซึ่งจะช่วยป้องกันเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุด้วย

 

 


SHARE THIS