บริษัทเอกชนจ่อเลิกจ้าง ใช้พาร์ทไทม์แทน เตือนเกษียณไวเงินไม่พอใช้
สภาพัฒน์ ชี้ บริษัทเอกชน 1 ใน 4 มีแผนลดคนงาน เลิกจ้างประจำ ให้พาร์ทไทม์ สัญญาจ้างแทนลดรายจ่าย เตือนเกษียณอายุ 45 ปี เงินไม่พอใช้หลังเกษียณ ส่วนตัวเลขแรงงานไตรมาส 2 ว่างงานพุ่ง 14.8%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2568 ว่า ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% จากปีก่อน เป็นแรงงานภาคเกษตรกรรม 10.9 ล้านคน ลดลง 0.9% แรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 28.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.4% โดยสาขาที่มีการจ้างงานขยายตัวสูงสุด ได้แก่ การขนส่ง/เก็บสินค้า และโรงแรม/ภัตตาคาร
ทั้งนี้ จำนวนผู้ว่างงานไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 3.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 14.8% โดยกลุ่มที่ว่างงานสูงสุดคือ ผู้จบอุดมศึกษา 1.99% รองลงมาคือวิชาชีพขั้นสูง 1.76% และอาชีวศึกษา 1.12% ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภาคเอกชนสูงกว่าเฉลี่ยที่ 46.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ปัจจัยแรงงานที่ต้องเฝ้าระวังต่อจากนี้ ได้แก่
- ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริก ต่อการจ้างงานในประเทศไทย
- การปรับโครงสร้างองค์กรของสถานประกอบการภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
- มีแนวโน้มลดการจ้างงานประจำ (Full-time) และหันไปใช้แรงงานในรูปแบบไม่เต็มเวลามากขึ้น ทั้งแบบถาวร (Permanent part-time) และแบบชั่วคราว (Contractual/Temporary part-time) ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพรายได้ของแรงงาน
- ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลจากมาตรการเชิงบังคับให้กลับประเทศ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากอันตรายจากการทำงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของบริษัทเอกชน พบว่า 25% ขององค์กรไทยมีแนวโน้มลดจำนวนพนักงานลง และปรับรูปแบบการจ้างงานจากฟูลไทม์ไปสู่สัญญาจ้างและงานไม่เต็มเวลา (พาร์ทไทม์) มากขึ้น โดยสัดส่วนพนักงานประจำไม่เต็มเวลาปรับขึ้นจาก 6% ในปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567 ส่วนพนักงานสัญญาจ้าง/ชั่วคราวไม่เต็มเวลาเพิ่มจาก 4% เป็น 28% ในช่วงเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลต่อความมั่นคงของแรงงาน และเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อนหน้า นับเป็นการหดตัวครั้งแรก หลังจากขยายตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 87.4% จากระดับ 88.4% ในไตรมาสก่อน แต่แม้หนี้รวมจะหดตัว แต่หนี้เสียกลับขยายตัวแรง 8.7% แตะกว่า 1.19 ล้านล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะเช่าซื้อรถยนต์และบัตรเครดิต
สภาพัฒน์เตือนว่า แนวโน้มการกู้เงินนอกระบบผ่านแอปพลิเคชันและโซเชียล รวมถึงการใช้บริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (BNPL) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงทำให้ประชาชนบางส่วนก่อหนี้เกินตัว พร้อมย้ำว่าภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเร่งหามาตรการรองรับ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้บานปลายและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ส่วนประเด็น “สมัครใจออก” เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอายุที่เปิดให้สมัคร หากเป็นการเปิดให้ออกจากงานเมื่ออายุ 45 ปี ต้องพิจารณาว่าแรงงานที่ออกไปจะสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้หรือไม่ เพราะเงินก้อนที่ได้รับไม่น่าจะเพียงพอให้ใช้ชีวิตไปจนถึงอายุเฉลี่ย 70–80 ปี อีกทั้งในภาพรวมยังสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องการแรงงานใหม่เข้ามาแทนที่ ใช้ค่าจ้างต่ำกว่า หากแรงงานที่ออกไปไม่ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจมีปัญหาต่อสังคมในระยะถัดไป
#เลิกจ้างงาน #สภาพัฒน์ #เอกชนลดลูกจ้าง #ลูกจ้างประจำ #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

