29 เมษายน 2026
Home » ข่าวเด่น » นายกฯ สั่งปราบนอมินี ทำธุรกิจคนไทยเสียหาย 1.5 หมื่นล้าน

นายกฯ สั่งปราบนอมินี ทำธุรกิจคนไทยเสียหาย 1.5 หมื่นล้าน

SHARE THIS

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุม สั่งเร่งจัดการปัญหานำเข้าสินค้าเถื่อน การสวมสิทธิ์ ธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมาย และนอมินี 4 ด้าน อย่างอย่างเด็ดขาด ทำธุรกิจคนไทยเสียหาย 1.5 หมื่นล้าน

 

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจ ต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยนายกฯ ต้องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามความคืบหน้าการดำเนินการใน 4 ประเด็น  ดังนี้

 

1) การจดทะเบียนของบริษัทนอมินี โดยคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (NOMINEE) ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จัดประเภทธุรกิจ ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นนอมินีของคนต่างด้าว เป็น 6 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ (1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง (2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ (3) ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า (4) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (5) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และ (6) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป ผลการดำเนินการในช่วง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2567 – 31 พฤษภาคม 2568 หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิด 861 ราย และมูลค่าความเสียหายรวม 15,296 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินได้ร่วมลงนาม MOU การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และ จัดตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (ระดับจังหวัด) เพื่อปูพรมในการลงตรวจสอบธุรกิจในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในขั้นตอนต่อไป เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เกิดความเป็นเอกภาพทั้งใน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการเร่งรัดปราบปรามการกระทำความผิดนอมินี โดยคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

 

นอกจากนี้ ให้สำนักงาน ปปง. ผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … เพิ่มฐานความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นความผิดมูลฐาน)เร่งเสนอเข้าสู่ ครม. และรัฐสภาพิจารณาตามลำดับ  ให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในระดับจังหวัดเพื่อตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน จับกุม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดนอมินี ให้คณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในระดับจังหวัด เร่งรัดดำเนินการตามแผน และกรอบระยะเวลาที่กำหนด

 

 

2) การลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลการดำเนินการสำคัญได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากผู้นำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 – 29 พฤษภาคม 2568 จัดเก็บภาษีฯ มูลค่ารวม 1,875 ล้านบาท และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อาทิ เพิ่มอัตราการเปิดตู้สินค้า FCL (Full Container Load) เพื่อตรวจสอบให้มากที่สุดจากเดิมร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ลดจำนวนรายการในใบขนสินค้าเร่งด่วน (Express) ประเภทที่ 2 จากเดิม 250 รายการเหลือ 40 รายการต่อใบขนสินค้าเร่งด่วน รวมทั้งเข้มงวดการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานโดยตรวจสอบการขออนุญาตนำเข้า เช่น มอก. และ อย. สินค้าผิดกฎหมายและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2567 – พฤษภาคม 2568 สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว จำนวน 57,739 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 2,287.64 ล้านบาท รวมถึงการดำเนินมาตรการ Notice & Takedown บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 – เดือนพฤษภาคม 2568 (9 เดือน)โดย สมอ. และ อย. ตรวจสอบโฆษณาและสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 38,473 รายการ/เว็บไซต์ พบกรณีเข้าข่ายกระทำผิดและแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์ม (Notice) จำนวน 15,256 รายการ/เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มได้ดำเนินการถอดสินค้าดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์ม (Takedown) จำนวน 14,976 รายการ/เว็บไซต์

 

โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการลดระยะเวลาการไต่สวนมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้า ให้ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งน้อยกว่ากรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (AD/CVD 1 ปี 6 เดือน และ AC/Safeguard 1 ปี) และร่วมกับภาคเอกชนติดตามสถานการณ์สินค้าทะลักเพื่อพิจารณาใช้มาตรการ Safeguard

 

 3) การลักลอบสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดทำรายการสินค้าเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบันมีจำนวน 49 รายการ (194 พิกัดฯ) ประกอบด้วยพิกัดศุลกากรระดับ 4 หลัก 6 หลัก และ 8 หลัก ทั้งนี้ หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐอเมริกา  (U.S. Customs and Border Protection: CBP) ได้จัดส่งรายการสินค้าที่เสี่ยงสูงในการแอบอ้างถิ่นกำเนิดเพิ่มเติม จำนวน 16 รายการ (49 พิกัด)  ประกอบด้วยพิกัดศุลกากรระดับ 6 หลัก

 

สถานการณ์ปัจจุบัน กรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยงของรายการสินค้าเฝ้าระวังดังกล่าว และได้จัดส่งให้ CBP เพื่อยืนยันความถูกต้องของพิกัดศุลกากรระดับ 10 หลัก เมื่อได้รับการยืนยันจาก CBP กรมฯ จะดำเนินการออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ ปรับเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวัง จากเดิม 49 รายการ เป็น 65 รายการสินค้า (เพิ่ม 16 รายการ) ให้มีผลใช้บังคับต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568

 

สำหรับ Timeline การดำเนินการ คือ ปรับปรุงรายการสินค้าเฝ้าระวังภายในเดือนมิถุนายน 2568 และอยู่ระหว่างออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางในการตรวจสอบถิ่นกำเนิด และปรับปรุงรายการสินค้าเฝ้าระวัง คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้มีการประชาสัมพันธ์/จัดอบรมให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อทราบแนวทางการขอหนังสือ รับรองจากกรมการค้าต่างประเทศ: เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

 

4) โรงงานต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานการดำเนินการตรวจสอบโรงงาน/สถานประกอบการของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 4 มิถุนายน 2568 พบว่ามีการประกอบ กิจการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จำนวน 79 แห่ง นอกจากนี้ มีประเด็นข้อสังเกต เกี่ยวกับ  การนำเข้า/ส่งออกของเสียเคมีวัตถุโดยโรงงาน อุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร หรือเขตประกอบการเสรี   การนำเศษโลหะปะปนขยะ อิเล็กทรอนิกส์ (เศษแผงวงจรไฟฟ้า) เข้ามาในประเทศ และ การกำหนดแนวทางการควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่าน ของเสียแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า  เป็นต้น

 

#นายกแพทองธาร #ปราบสินค้าเถื่อน #ปราบนอมินี #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

 


SHARE THIS