ข่าวร้าย ขุนคลัง ย้ำปีหน้าเลิกแจกเงิน เน้นสร้างงาน-ลดค่าครองชีพ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยในงานเสวนาการเงิน-การคลัง กู้วิกฤติเศรษฐกิจไทยว่า มาตรการดูแลเศรษฐกิจระยะต่อไป การเยียวยาโอนเงินเข้ากระเป๋าจะทยอยลดลง เพราะถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้าช่วยในช่วงคนตกงาน แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจะต้องทำให้ทุกคนมีรายได้ของตัวเอง โดยเน้นมาตรการสร้างงานให้มากขึ้น รวมถึงเข้าไปลดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน เช่น การเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในต้นปี 65 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีรายได้น้อย
“มาตรการเศรษฐกิจในอนาคตจะต้องกระจายเข้าถึงเป็นรายบุคคล เพราะช่วงการระบาดโควิดพบว่าคนออกจากงานเยอะ เห็นได้จากมีอาชีพอิสระที่เดือดร้อนได้รับเยียวยาจากประกันสังคมมาตรา 40 ถึง7-8 ล้านคน สะท้อนว่าคนออกจากตลาดแรงงานไปสู่อาชีพอิสระมากขึ้น ดังนั้นเศรษฐกิจจะต้องลงไปถึงระดับชุมชน เพื่อหากมีวิกฤติผลกระทบจะเบาลงได้ นอกจากนี้ ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หันมาพึ่งพาในประเทศ และปรับแรงงานจากภาคบริการสู่ภาคการผลิต รวมถึงหาเครื่องจักรใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรามีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เตรียมไว้”
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลัง คงทำแบบไร้ขีดจำกัดไม่ได้ เพราะมีกรอบวินัยการเงินการคลังคลุมไว้ โดยที่ผ่านมาคลังขยับเพดานหนี้ไป 70% เพื่อรองรับการใช้จ่ายและการกู้ยืมตามที่จำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำเกินแบบสุดโต่ง
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ใกล้เคียงก่อนโควิดช่วงไตรมาสแรกปี 66 แต่สิ่งที่น่ากังวลอาจจะฟื้นตัวเชิงตัวเลขเท่านั้น เพราะมุมมองของประชาชน โดยเฉพาะภาคแรงงาน อาจมีรายได้ฟื้นตัวช้ากว่าตัวเลขจีดีพี เนื่องจากการจ้างงานยังอิงกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งแม้ไทยจะเปิดประเทศแล้ว แต่การที่จะทำให้ตัวเลขกลับมา 40 ล้านคนในเวลาสั้นนั้นเป็นไปได้ยาก โดยปีหน้าจะมีมาแค่ 6 ล้านคนเท่านั้น ขณะเดียวกันภาคแรงงานยังเผชิญกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

