18 กุมภาพันธ์ 2026
Home » ข่าวเด่น » ไขข้อสงสัย แบงก์สหรัฐล้ม กระทบต่อเศรษฐกิจ คนไทยแค่ไหน

ไขข้อสงสัย แบงก์สหรัฐล้ม กระทบต่อเศรษฐกิจ คนไทยแค่ไหน

SHARE THIS

ฟังมุมมอง รมว.คลัง แบงก์ชาติ และสถาบันการเงิน ต่อกรณีธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯล้ม มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ไหน

 

จากที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศสหรัฐเมริกาได้ประสบปัญหาฐานะทางการเงิน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้าควบคุมเพื่อแก้ไขปัญหาฐานะนั้น มีลำดับเวลาการเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาฐานะทางการเงิน โดยธนาคาร Silicon Valley หรือ Silicon Valley Bank (SVB) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ระดับภูมิภาค (Regional Bank) ที่มีสินทรัพย์ประมาณ 7.35 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดสินทรัพย์สูงสุดเป็นอันดับที่ 16 ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูกควบคุมโดยภาครัฐเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาเนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและประสบภาวะขาดทุนจากกลยุทธ์ในการบริหารสินทรัพย์ของธนาคาร

 

นอกจาก SVB แล้ว ธนาคาร Silvergate และธนาคาร Signature ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการเกี่ยวกับ Cryptocurrencies เป็นหลัก ได้ประสบปัญหาฐานะจากราคา Cryptocurrencies ที่ลดลง โดยธนาคาร Silvergate ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 และธนาคาร Signature ถูกควบคุมโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาฐานะเมื่อวันที่  12 มีนาคม 2566 ซึ่งปัญหาฐานะของธนาคารทั้งสองแห่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาด Cryptocurrencies

 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2566 หน่วยงานภาครัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องได้แก่ ธนาคารกลาง (Federal Reserve: FED) กระทรวงการคลัง (Treasury Department) และองค์กรค้ำประกันเงินฝาก (Federal Deposit Insurance Corporation: FDIC)  ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและผู้ฝากเงินว่าภาครัฐมีมาตรการรองรับหากระบบสถาบันการเงินประสบปัญหาสภาพคล่อง เช่น Bank Term Funding Program เป็นต้น และแนวทางการแก้ไขปัญหาฐานะของ SVB และธนาคาร Signature จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน รวมทั้งจะไม่ใช้เงินงบประมาณในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งยังปรากฏขึ้นช่วงระหว่างที่ตลาดรอติดตามความชัดเจน และพัฒนาการของสถานการณ์ในระบบแบงก์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน  และการประเมินท่าทีเชิงนโยบายของเฟดในระยะถัดไป ว่าจะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องจนไปใกล้ระดับ 6.00% ดังที่ตลาดการเงินทยอยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่

 

นั่นหมายความว่า ค่าเงินบาทอาจยังแกว่งตัวในกรอบผันผวน  เช่นเดียวกับแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยที่ยังอาจเผชิญความเสี่ยงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ สวนทางกับแรงหนุนต่อสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ทองคำ ในกรณีที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง นอกจากนี้ หากประเด็นความไม่แน่นอนในภาคการเงินการธนาคาร และการชะลอตัวของตลาดบ้านของสหรัฐฯ ทำให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบระมัดระวังและลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง ก็อาจทำให้เงินบาทผันผวนในกรอบที่แข็งค่าขึ้นได้

 

สำหรับมุมมองต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย

 

รมว.คลัง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า ทางแบงก์ชาติได้ยืนยันมาตลอดในเรื่องเสถียรภาพและระบบการเงินของไทยไม่ได้มีปัญหา และยังได้รับความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเราไม่ได้มีธุรกรรมกับ 2 ธนาคารนี้ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็ไม่ได้ไปลงทุนในพอร์ตของ 2 แบงก์ดังกล่าว ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร และไม่กระทบโดยตรงกับระบบการเงินของไทย

 

ส่วนจะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกหรือไม่ คลังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ถึงขั้นต้องตั้งทีมร่วมกับ ธปท. เพราะแค่ธปท.ดูแลก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ดี เท่าที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับผลกระทบต่อไทย ก็มีเรื่องของตลาดหุ้นที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตาม ความรู้สึกของนักลงทุนมากกว่า อย่างกรณีตลาดดาวโจนส์นั้น พอทางการประกาศชัดเจนเรื่องภาระต่างๆ ดัชนีหุ้นก็ปรับตัวดีขึ้น

 

“เราคงตอบทั้งหมดไม่ได้ เพราะธุรกรรมการเงินของเรามีหลายรูปแบบ แต่เท่าที่ทราบ เงินกองทุนทั้งหลายของเรา ไม่ได้ไปลงทุนที่นั่น เช่น กบข. ส่วนการคุ้มครองเงินฝากนั้น เราก็ทำตามเราเมื่อปี 40 เช่น เคยคุ้มครองเยอะ เมื่อหมดความจำเป็นก็ลดลงมา”


ธนาคารแห่งประเทศไทย

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า สำหรับสถานการณ์ในไทย ผลกระทบจากกรณี SVB ต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมีจำกัด เนื่องจากไม่มี ธนาคารพาณิชย์ ไทยที่มีธุรกรรมโดยตรงกับ SVB และปริมาณธุรกรรมโดยรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยใน Fintech และ Startup ทั่วโลกมีน้อยกว่า 1 % ของเงินกองทุนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญพบว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยไม่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับต่ำที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่ง ธปท. ขอย้ำว่ามีการกำกับดูแลธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลและ venture capital ที่เข้มงวด เช่น การให้หักเงินลงทุนในเหรียญออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1) ในทุกกรณี รวมทั้งกำหนดเพดานการลงทุนและการกำกับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบจากความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม ธพ. ต่อเงินฝากของประชาชน

 

ด้านค่าเงินบาท ล่าสุดปรับแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค ภายหลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ข้างต้นจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เงินดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าลงเร็ว ซึ่งความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดการเงินโลกและความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะถัดไป

 

กระทรวงการคลัง

นายพรชัย ฐีระเวช. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐอเมริกาในระยะสั้น แต่ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือระบบการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งต่อไป

 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ระบบสถาบันการเงินไทยยังมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ และประเทศไทยมีระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีความเข้มแข็ง พร้อมรองรับสถานการณ์ที่มีความผันผวน ในการนี้ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของประเทศไทยแต่อย่างใด”

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

แม้กรณีปัญหาความอ่อนแอของแบงก์ในสหรัฐฯ (Silicon Valley Bank และ Signature Bank) น่าจะไม่ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบในเวลานี้ ท่ามกลางความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน รวมถึงปัญหาของทั้ง 2 แบงก์มีต้นตอมาจากความไม่สมดุลในโครงสร้างในพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สิน (Silicon Valley Bank เน้นกลุ่มลูกค้าเทคฯ Venture Capital และ Startups ขณะที่ Signature Bank เน้นให้บริการกับบริษัทที่ทำธุรกิจ Cryptocurrency)

 

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องถือว่าปัญหานี้ยังไม่สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ และมีประเด็นให้ติดตาม โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังเป็นขาขึ้น นอกจากนี้ เชื่อว่า ทางการสหรัฐฯ และตลาดคงจะทยอยติดตามสถานการณ์ของสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุเปราะบางที่คล้ายคลึงกันขึ้นอีกในอนาคต

 

สำหรับไทยผลกระทบจะปรากฏทางอ้อมผ่านความผันผวนของตลาดการเงินมากกว่า ขณะที่ผลกระทบทางตรงจากแบงก์สหรัฐฯ ที่เผชิญปัญหาทั้ง 2 แห่งยังจำกัด นอกจากนี้ด้วยความที่แบงก์ไทยมีสถานะสภาพคล่องและความมั่นคงของเงินกองทุนที่มั่นคง รวมถึงมีการกระจายตัวของโครงสร้างสินทรัพย์และโครงสร้างเงินฝากที่ดีกว่า อีกทั้งพฤติกรรมลูกค้าแตกต่างจากสหรัฐฯ และที่สำคัญ ยังมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและใกล้ชิดโดย ธปท. ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าแบงก์ไทยจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังในกรณีสหรัฐ

 


SHARE THIS