ข้อแนะนำ “ถังดับเพลิง” มีกี่ชนิด เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
ทีมข่าว The FACTS ข่าวจริง พามาทำความรู้จักชนิดของถังดับเพลิงประเภทต่าง พร้อมข้อแนะนำการเลือกใช้ถังดับเพลิงอย่างไร ให้เกิดความปลอดภัย
จากอุบัติเหตุถังดับเพลิงแบบคาร์บอนไดออกไซด์ระเบิด ขณะมีการซ้อมดับเพลิงในโรงเรียนมัธยม จนเป็นเหตุมีนักเรียนเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บหลายราย ทำให้สังคมมีความตื่นตัวต่อการใช้ และการควบคุมมาตรฐานถังดับเพลิงกันอีกครั้ง ทีมข่าว The FACTS ข่าวจริง จึงขอรวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเภทของถังดับเพลิงต่างมาแบ่งปันกัน ว่ามีกี่ประเภท การเลือกซื้อ และใช้งานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
ลักษณะของเชื้อเพลิง (Fire Classes)
อันดับแรกมาทำความรู้จักกับลักษณะของเชื้อเพลิงแต่ละประเภทกันก่อน เพราะหากแยกประเภทเชื้อเพลิงได้ถูกต้อง ก็จะสามารถเลือกใช้ถังดับเพลิงได้ถูกกับลักษณะของเชื้อเพลิง
– Class A เพลิงไหม้ที่เกิดจาก เชื้อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก ปอ นุ่น ยาง เป็นต้น เป็นเชื้อเพลิงที่มักเกิดในอาคาร ที่พักอาศัยทั่วไป ซึ่งเพลิงไหม้ประเภทนี้สามารถดับได้ด้วยน้ำเปล่า
– Class B เพลิงไหม้ที่เกิดจาก เชื้อเพลิงของเหลวติดไฟ เช่น น้ำมันก๊าซ น้ำมันเบนซิน ก๊าซไวไฟ เป็นต้น เชื้อเพลิงประเภทนี้สามารถลุกไหม้ได้นาน เมื่อมีออกซิเจนอยู่รอบๆ สำหรับการดับเพลิงไหม้ประเภทนี้จึงต้องกำจัดออกซิเจนโดยรอบออก
– Class C เพลิงไหม้ที่เกิดจาก วัสดุและอุปกรณ์ที่มีไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ หรือไฟฟ้าลัดวงจร เป็นต้น ซึ่งเพลิงไหม้ประเภทนี้ควรตัดระบบไฟฟ้าก่อนทำการดับไฟ
– Class D เพลิงไหม้ที่เกิดจาก โลหะที่ติดไฟได้ เช่น อลูมิเนียม แมกนีเซี่ยม ไตตาเนียม เป็นต้น เชื้อเพลิงประเภทนี้มักพบในห้องทดลอง หรือห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เชื้อเพลิงเหล่านี้ ซึ่งเพลิงไหม้ประเภทนี้ไม่สามารถดับด้วยน้ำเปล่า และสำหรับแมกนีเซียมห้ามใช้น้ำดับเด็ดขาด ต้องใช้เกลือแกงหรือทราย
– Class K เพลิงไหม้ที่เกิดจาก น้ำมันที่ใช้ในการทำอาหาร เช่น น้ำมันพืช น้ำมันหมู มักเกิดเพลิงไหม้จากเชื้อเพลิงเหล่านี้ในห้องครัว หรือร้านอาหาร
ประเภทของถังดับเพลิง แยกตามมาตรฐานของ NFPA10 ได้ 6 ชนิด ดังนี้
- ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical)
ดับไฟได้เกือบทุกประเภท คือ ประเภท A B C ยกเว้นประเภท K เหมาะกับที่พักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฝุ่นผงเคมีฟุ้งกระจายออกมา เพื่อขัดขวางการลุกไหม้ของออกซิเจนกับเชื้อเพลิง เมื่อฉีดออกมาแล้ว ไม่ว่าจะใช้หมดหรือไม่หมดถัง แรงดันของถังจะตกและไม่สามารถใช้งานได้อีก ต้องส่งอัดบรรจุใหม่
- ถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย (Halotron)
ดับไฟประเภท A B C สารดับเพลิงชนิดนี้ เป็นสารเคมีเหลวที่มีความเย็นจัด เมื่อฉีดออกมาจะเป็นไอระเหย ทำหน้าที่กำจัดความร้อนและขัดขวางการเผาไหม้ออกซิเจนและไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า โดยสารดับเพลิงชนิดนี้จะไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังดับ อีกทั้งยังไม่ทำลายอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วย เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้มีคราบสกปรกหลังดับเพลิงไหม้ เช่น โรงพยาบาล ห้องคอมพิวเตอร์ เรือ เครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3.ถังดับเพลิงชนิดโฟม (Foam)
ดับไฟประเภท A และ B ได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถดับไฟประเภท C ได้ เนื่องจากโฟมมีส่วนผสมของน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้า เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงและก๊าซไวไฟ และปั๊มน้ำมัน เป็นต้น เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฟองโฟมกระจายปกคลุมพื้นผิวเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ ทำให้ไฟขาดออกซิเจนและลดความร้อน รวมถึงการปกปิดพื้นผิวของของเหลวอย่างน้ำมันได้ดี
- ถังดับเพลิงชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
ดับไฟประเภท B C เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร ห้องเครื่องจักร โรงงานไลน์ผลิตขนาดใหญ่ ลักษณะปลายกระบอกฉีดของถังดับเพลิงประเภทนี้จะใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อฉีดออกมาแล้วจะเป็นไอเย็นจัดคล้ายน้ำแข็งแห้ง ช่วยลดความร้อนและดับไฟได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ทิ้งคราบสกปรกด้วย
- ถังดับเพลิงชนิดน้ำสะสมแรงดัน (Water Pressure)
ดับไฟประเภท A เป็นถังดับเพลิงที่บรรจุน้ำธรรมดาและก๊าซไว้ ใช้ฉีดเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนของเชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง เหมาะสำหรับใช้ในที่พักอาศัย โรงงานเสื้อผ้า เป็นต้น
- ถังดับเพลิงชนิดเคมีสูตรน้ำ (Water Chemical)
ดับไฟประเภท A B C D และ K เหมาะกับใช้ในครัว หรือร้านอาหาร
วิธีเลือกถังดับเพลิง
การเลือกใช้ต้องได้รับการรองรับผลิตภัณฑ์มาตรฐานของประเทศไทย คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย (มอก.) ถังดับเพลิงหรือเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ต้องเหมาะสมกับประเภทของเชื้อเพลิงและเป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้
- มอก. 332-2537 เครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดผงเคมีแห้ง
- มอก.882 – 2532 เครื่องดับเพลิงยกหิ้วชนิดโฟม
- มาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น UL (Underwriter Laboratory) เป็นต้น
วิธีการใช้ถังดับเพลิง
- เข้าไปทางเหนือลมโดยห่างจากฐานของไฟประมาณ 2 – 3 เมตร
- ดึงสลักหรือลวดที่รั้งวาล์วออก
- ปลดสายฉีดที่ถังดับเพลิง
- กดคันบีบไกของถังดับเพลิง เพื่อเปิดวาล์วให้ก๊าซพุ่งออกมา
- ส่ายปลายหัวฉีด ชี้ไปที่ฐานของไฟ ทำมุมประมาณ 45 องศา ให้ฉีดไปตามทางยาว และส่ายหัวฉีดไปช้า ๆ
- ดับให้สนิทจนแน่ใจแล้ว จึงฉีดต่อไปข้างหน้า
ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้วางอยู่ในระดับต่างกัน ให้ฉีดจากข้างล่างไปหาข้างบน และถ้าน้ำมันรั่วไหลให้ฉีดจากปลายทางที่รั่วไหลไปยังจุดที่รั่วไหล และเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ต้องรีบตัดกระแสไฟฟ้าก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาอีกได้
วิธีการตรวจสอบถังดับเพลิง
- ดูที่เข็มในมาตรวัด (Pressure Gauge) ของถังดับเพลิง เครื่องดับเพลิงที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ เข็มจะชี้ที่ช่องสีเขียว (ตรงกลาง ชี้ขึ้นด้านบน) แต่ถ้าเข็มเอียงไปทางซ้ายแสดงว่าแรงดันไม่มี ต้องรีบนำไปเติมแรงดันทันที ซึ่งควรตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน
- ตรวจสอบสายฉีด และหัวฉีด อย่าให้มีผงอุดตัน ควรตรวจเป็นประจำทุกเดือน
- ถ้าไฟไหม้ หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ให้ส่งไปตรวจสอบและบรรจุใหม่
- สภาพบรรจุของถังดับเพลิงต้องไม่บุบ หรือบวม และไม่ขึ้นสนิม
- อายุการใช้งาน ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (ถังสีแดง) มีอายุประมาณ 5 ปี ชนิดน้ำยาเหลวระเหย หรือ Halotron (ถังสีเขียว) และชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีอายุประมาณ 10 ปี
- ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (ถังสีแดง) หากมีการใช้งานแล้ว ต้องนำไปเติมสารเคมีใหม่ทุกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก harn.co.th และ bnbhome.com

