เบิดเบื้องลึก ทำไม! รัฐบาลถึงไม่กล้าต่ออายุลดภาษีดีเซล 5 บาท
เบิดเบื้องลึก ทำไม! กระทรวงการคลัง เมินต่ออายุลดภาษีดีเซล 5 บาท ห่วงขัดรัฐธรรมนูญ โยนกองทุนน้ำมัน หาทางดูแลไม่ให้กระทบชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท ก็จะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.ค.66 ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาแนวทางขยายมาตรการลดภาษีดีเซลต่ออีก เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน หลังจากมีการต่ออายุมายาวนานเกือบ 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ในการต่ออายุมาตรการครั้งนี้ หลายฝ่ายท้วงติงว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจอนุมัติได้ เพราะขัดต่อแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 มี.ค.2566 ซึ่งระบุในหัวข้อ 2.2.2.2 การอนุมัติงานหรือโครงการ (มาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป เว้นแต่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากนี้ยังระบุรายละเอียดอีกว่า ไม่กระทำการอนุมัติให้หน่วยงานรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต หรือก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 27 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2563 ไม่กระทำการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการโดยรัฐบาลรับภาระจ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายหรือสูญรายได้ในการดำเนินการ ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2563 และที่สำคัญไม่กระทำการอนุมัติการยกเว้นหรือการลดภาษีอากร ตามมาตรา32 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2563 ซึ่งเหมือนก่อนหน้านี้ในการดำเนินโครงการประกันภัยนาข้าวปี 66/67 สำนักงบประมาณ ก็เคยปฏิเสธการเสนอโครงการมาแล้ว เพราะห่วงจะขัดต่ออำนาจรัฐบาลรักษาการ
ดังนั้น จึงต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะหาทางออกอย่างไร เพราะขณะนี้รัฐบาลอยู่ในห้วงรักษาการ และกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารต่อใน 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากมีการอนุมัติโครงการก็อาจขัดต่อกฎหมาย และมีผลต่อเตื่องไปถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แน่นอน ขณะเดียวกัน หากไม่มีมาตรการก็เกรงจะกระทบให้ราคาขายปลีกดีเซลแพงขึ้นจากปัจจุบันที่ลิตร 32 บาท จนทำให้ชาวบ้าน รวมถึงภาคธุรกิจเดือดร้อน
“เหตุผลที่ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยงจากราคาพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้เลือกวิธีแก้ปัญหาพลังงานที่ปลายเหตุ โดยเลือกใช้วิธีลดภาษีจนเป็นภาระต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล แทนวิธีแก้ปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้าง ทำให้ต้องต่ออายุมาตรการลดดีเซลไปถึง 7 รอบ สูญเสียรายได้ภาษีไป 1.58 แสนล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม ข้อดี คือปัจจุบันสถานการณ์ราคาพลังงานได้คลี่คลายลง โดยน้ำมันดิบลดเหลือ 70-79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปช่วยเหลือ คือราคาน้ำมันต้องเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ สามารถจัดเก็บรายได้ และมีหนี้ลดลงจากเกินแสนล้าน เหลือกว่า 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ทำให้ความจำเป็นในการใช้มาตรการลดภาษีน้ำมันมีน้อยลง และน่าจะถึงเวลาที่กระทรวงการคลัง ควรปล่อยมือใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำหน้าที่ดูแลราคาดีเซลเองดังเช่นปกติทั่วไป

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีความตั้งใจดูแลประชาชนในการพยุงราคาน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จะสิ้นสุดลง วันที่ 20 ก.ค.66 นี้ ซึ่งจะยังคงมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตร 32 บาทเหมือนเดิม
“แม้การลดภาษีน้ำมันติดข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถขยายเวลาลดภาษีน้ำมันดีเซลต่อได้ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการนั้น แต่ประชาชนไม่ต้องกังวล ราคาน้ำมันจะไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลยังมีวิธีการดูแลในหลายรูปแบบ เพราะหากลดภาษี 5 บาทต่อไม่ได้ ก็สามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปดูแล เช่น ลดเงินนำส่งของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรายละเอียดจะต้องมาดูวิธีการอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้”
นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังมี พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออยู่จำนวนมาก และหนี้สินของกองทุนน้ำมันก็ลดลงมาเหลือเพียง 5 หมื่นล้านบาทแล้ว จากเดิมอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาท เชื่อว่ากองทุนสามารถบริหารจัดการได้แน่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังพิจารณาประเด็นกฎหมายตามรัฐธรรมนูญอยู่ว่า ในช่วงรัฐบาลรักษาการสามารถตัดสินใจต่ออายุมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลลิตร 5 บาท ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.ค.66 ได้หรือไม่ หรือต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่มาดำเนินการ
“ผมยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลได้หรือไม่ได้ ต้องรอฝ่ายกฎหมายไปศึกษารายละเอียดก่อน โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 60”
สำหรับการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 66 คงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากมีการลดภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท โดย 8 เดือนปีงบประมาณ 66 (ต.ค.65-พ.ค.66) จัดเก็บรายได้ 313,629 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 65,730 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้ลดภาษีดีเซลทั้ง 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 158,000 ล้านบาท

