เงินเฟ้อปี 68 ติดลบครั้งแรกรอบ 5 ปี จับตาปีหน้าเสี่ยงภาวะเงินฝืด
เงินเฟ้อปี 68 ติดลบ 0.14% เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และ ต่ำสุดในอาเซียน มาจากราคาพลังงาน และมาตรการรัฐ จับตาปีหน้า 6 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเงินฝืด
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อของไทย ปี68 ลดลง 0.14 % เป็นการติดลบครั้งแรกในปี 5 ปี นับจากปี 64 โดยมีสาเหตุมาจากการปรับลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ค่าไฟฟ้า และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ รวมถึงราคาผักสด ผลไม้ ต่ำกว่าปีก่อนหน้า และการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งหักอาหารสดและพลังงาน หรือเงินเฟ้อพื้นฐานตลอดปี 68 ยังเพิ่มขึ้น 0.84 %
สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธ.ค.68 ลดลง 0.28 % ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยมาจากราคาสินค้าปรับขึ้น 232 รายการ ส่วนใหญ่จากค่าไฟฟ้าและน้ำมัน สินค้าราคาเท่าเดิม 45 รายการ และสินค้าราคาลดลง 187 รายการ และเป็นอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.53% ตามการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ เช่น ปลาทู พริกสด ผักชี ผักกาดขาว กับข้าวสำเร็จรูป และกาแฟผงสำเร็จรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ และส้มเขียวหวาน เป็นต้น ส่วนหมวดอื่นๆที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.43% อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ส่วนสินค้าราคาสูงขึ้น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน เดือนธ.ค.68 ก็ลดลง 0.02%
ส่วนแนวโน้มปี 69 คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยอยู่ในช่วงบวก 0– 1.0% โดยค่ากลางเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.5% มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่มี 6 ปัจจัยท้าทายกระทบต่อเงินเฟ้อ ได้แก่
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ คาดเฉลี่ย 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับจากปี 64
- เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ 1.7 % ซึ่งต่ำสุดรอบ 5 ปีนับจากปี 2565
- ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ถือว่าผิดปกติและแข็งค่าเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค
- เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับจากวิกฤตโควิด ในปี 64
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความหลากหลายทั้งเชิงพื้นที่และหลายมิติ โดย 2 ขั้วมหาอำนาจสำคัญของโลก
- ความไม่แน่นอนของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาการที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และสร้างผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แม้เงินเฟ้อปี69 จะสูงขึ้น แต่เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุนเป็นหลัก มากกว่าแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ส่งผลให้การฟื้นตัวของเงินเฟ้อเป็นไปอย่างจำกัด และยังต้องเฝ้าระวังและติดตามภาวะเงินฝืดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อทั้งปี มีมากและผันผวนเร็ว ดังนั้น มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นใช้จ่าย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเบิกจ่ายภาครัฐจึงเป็นประเด็นในสำคัญในระยะสั้น ซึ่งเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่จะมีการเร่งออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย
“เงินเฟ้อในปี 69 แยกเป็นไตรมาส คาดการณ์ว่า ไตรมาส1 จะยังติดลบ 0.25 % ปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมัน ที่ต่ำกว่าปีก่อน รวมถึงอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากนั้นในไตรมาส 2 จะกลับมาบวก 0.45 % ไตรมาส3 บวก 0.99% และไตรมาส4 บวก 1.25%“
#เงินเฟ้อ #เงินเฟ้อติดลบ #เงินเฟ้อปี68 #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

