18 กุมภาพันธ์ 2026
Home » ข่าวเด่น » ก.ล.ต.-ตลท.แถลงโต้ “Short Sell-โปรแกรมเทรด” ตัวการถล่มหุ้นไทยร่วงหนัก

ก.ล.ต.-ตลท.แถลงโต้ “Short Sell-โปรแกรมเทรด” ตัวการถล่มหุ้นไทยร่วงหนัก

SHARE THIS

ก.ล.ต.-ตลท.แถลงโต้ Short Sell -โปรแกรมเทรด ถล่มหุ้นไทยร่วง ยันไม่แบน Short Sell เหตุไม่พบผิดปกติ ชี้หุ้นไทยผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจโลก

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2566 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกันแถลงข่าว เรื่อง “การติดตามสภาวะตลาดทุนร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ” หลังระหว่างวันตลาดหุ้นไทยลดลงแรงลงไปต่ำกว่า 1,400 จุด ก่อนจะปิดตลาดดีดตัวขึ้นมาได้ที่ 1,404.97 จุด

 

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยหลักทรัพย์ที่มีการทำธุรกรรม Short sell ทุกประเภทหลักทรัพย์ ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน (YTD) มีสัดส่วนอยู่ที่ 5.6% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด จากปีก่อนมีสัดส่วนอยู่ที่ 5.4% โดยไม่ได้มีความแตกต่างจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้มีการติดตามข้อมูลตัวเลขดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องและขณะนี้ยังไม่พบข้อผิดปกติแต่อย่างใด ดังนั้น ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการห้าม Short Sell โดยยังให้ทำ Short Sell ได้แบบมีเงื่อนไข ต้องไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายล่าสุด ไม่ได้ให้สามารถทำได้ทุกราคา ประกอบกับมีการสอบทานเป็นปกติ

 

“อยากให้สร้างความมั่นใจว่าที่เราไม่ห้ามทำ Short Sell เพราะเรายังไม่เห็นการทำ Short Sell จะเป็นผลลบมากกว่าผลบวก และจะไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หากมีการห้ามทำ Short Sell และจากข้อมูลที่ทาง ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบพบว่าการทำ Short Sell นั้นไม่ได้มีผลกระทบให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงรุนแรง” นางพรอนงค์ กล่าว

 

ส่วนโปรแกรมเทรดดิ้งที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นนั้น ต้องบอกว่าขณะนี้ไม่ใช่แค่เพียงนักลงทุนต่างชาติเพียงเท่านั้น ที่สามารถใช้โปรแกรมซื้อขายได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆก็ได้ให้บริการกับนักลงทุนรายย่อยด้วยเช่นกัน โดยมองว่าโปรแกรมเทรดดิ้งถือมีสัดส่วนที่ดีต่อตลาดหุ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และโปรแกรมเทรดดิ้งเป็นเพียงระบบบริหารจัดการการซื้อขาย ไม่ใช่แค่เป็นโปรแกรมซื้อขายเพื่อหวังแค่เพียงกำไรอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยลบที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงไปอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในอดีตเคยเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่ปัจจัยโลกเปลี่ยนไป การเข้า-ออกเร็วขึ้น เป็นบทบาทที่เรจะต้องดึงเงินลงทุนต่างชาติให้อยู่ยาวขึ้น โดยคาดหวังว่าปัจจัยบวกในเชิงนโยบายของรัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้ และ ก.ล.ต.มองว่าจุดแข็งตลาดทุนไทย คือ มี บจ.ที่ทำเรื่อง ESG ดีๆ ค่อนข้างมาก มีระบบ CG ในระดับสูง น่าจะช่วยดึงดูดต่างชาติเข้ามาได้

 

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปริมาณ Short sell ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณเท่าเดิม แต่เนื่องจากปีนี้วอลุ่มการซื้อขายลดลง 30% จากปีก่อน ทำให้เปอร์เซ็นต์สูงขึ้นมาในระดับ 5.6% จากปีก่อน 5.4%  ขณะเดียวกัน ธุรกรรมที่เกิดจากการ Short sell ที่เกิดจากนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีส่วนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมากเท่าที่ควร แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมจากบุคคลบางกลุ่มที่ทำ Short sell และมีผลทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมาก

 

ส่วนประเด็นของ High Freqeuncy Trading (HFT) ซึ่งเป็น Algorithm Trading มีสัดส่วนเพียง 10% ของวอลุ่มการซื้อขาย และยังมีกลุ่มที่ใช้โปรแกรมเทรดดิ้งประเภท Non-HFT ที่ไม่ได้ใช้ความเร็วราว 24% และที่เหลือไม่ได้ใช้โปรแกรมอัตโนมัติ แต่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์หรือราว 16% จึงอย่าไปมองว่านักลงทุนต่างชาติใช้โปรแกรมเทรดอัตโนมัติด้วยความเร็ว ทำให้ตลาดหุ้นตก เพราะเพียงสัดส่วน 10% จะมา push ตลาดได้อย่างไร

 

“ขณะนี้ทำไมเขามองแบบนั้น ทำไมเขามองว่าดัชนีจะไม่ขึ้น ทั้งที่บริษัทจดทะเบียนของไทยยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ ถ้าเราแสดง Potential ของเศรษฐกิจไทย และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยได้ Sentiment ก็จะเปลี่ยนไป อยู่ที่นักวิเคราะห์ต้องช่วยกัน”

 

สำหรับกรณีการผิดนัดชำระหุ้นกู้และการยื่นฟื้นฟู JKN นั้น เป็นกรณีเกิดขึ้นเฉพาะบริษัท แต่ก็ยอมรับว่าในภาวะที่สภาพคล่องต่ำ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุน ดังนั้น การขายหุ้นกู้ก็จะยากขึ้น

 

#กลต #ตลท #shortsell #setthailand #หุ้นตก #ตลาดหุ้น #หุ้นร่วง #ข่าวจริง #Thefacts #Thefactsnews #โปรแกรมเทรดหุ้น

 

 


SHARE THIS