18 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » อ่านได้ที่นี่ รวมสารพัดมาตรการ 7 แบงก์รัฐ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 

อ่านได้ที่นี่ รวมสารพัดมาตรการ 7 แบงก์รัฐ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 

SHARE THIS

เช็กได้ที่นี่ รวมสารพัดมาตรการ 7 แบงก์รัฐ พักหนี้ ลดดอก ลดงวด เงินกู้ฉุกเฉิน 0% ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ผู้ประสบภัยช่วยน้ำท่วม 

จากเหตุฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมหลายจังหวัดสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และชีวิตจำนวนมาก ล่าสุด สถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง ได้ระดมออกมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบภัย สรุปได้ดังนี้

 

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า  ธนาคารเปิดให้ลูกค้าพักชำระหนี้เงินต้น โดยเลือกจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 10– 100% และกรณีดอกเบี้ยคงที่ลดชำระเงินงวด 50%  ขณะเดียวกัน ยังให้กู้ฉุกเฉินรายละไม่เกิน 50,000 บาท ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก หลังจากนั้นคิด 0.85% ต่อเดือน  ผ่อนนาน 3-5 ปี พร้อมกับไม่ต้องผ่อน 3 เดือนแรก รวมถึงยังมีสินเชื่อเคหะเพื่อซ่อมแซมต่อเติมที่อยู่อาศัยส่วนที่เสียหายได้ถึง 100% ของราคาประเมิน สินเชื่อบุคคลแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่เกิน 500,000 บาท และสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท

 

นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ได้มีแนวทางดูแลเกษตรกรได้รับความเสียหาย ด้วยการผ่อนผันชำระหนี้ออกไปไม่เกิน 12 เดือน โดยไม่คิดดอกเบี้ยปรับ และสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีจะได้รับชดเชยความเสียหาย นอกจากนี้ ยังออกสินเชื่อช่วยฉุกเฉิน เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นดอกเบี้ย  0% 6 เดือน  วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท  สินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ไม่เกิน 500,000 บาท ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 2

 

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ปี 65  กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยพิจารณาช่วยเหลือตามระดับความเสียหาย  7 มาตรการ แก่ลูกค้าได้รับผลกระทบ พายุดีเปรสชั่นโนรู ลดเงินงวด 50% ลดดอกเบี้ย พักชำระหนี้ ปลอดหนี้บางส่วน จ่ายสินไหมเร่งด่วน รวมถึงลดเงินงวด 50% จากเงินงวดปกติ  ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 3% ต่อปี ให้กู้ใหม่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี  เป็นต้น

 

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ออกมาตรการช่วยเหลือ 2 เพิ่ม 3 ช่วย โดยเพิ่มวงเงินกู้ซ่อมเครื่องจักรหรือโรงงานสูงสุด 2 ล้านบาท เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวสูงสุด 20% ช่วยลดเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมช่วยคืนดอกเบี้ยจ่าย 2% รวมทั้งช่วยขยายระยะเวลาต่ออายุตั๋วสัญญา ให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจส่งออกหรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกตลอดทั้งอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง

 

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจาก พายุโนรู มอบสิทธิ์พักชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 6 เดือน ควบคู่เติมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 12 ปี พร้อมปลอดชำระคืนเงินต้น สูงสุด 24 เดือน

 

ด้านธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น ชำระเฉพาะกำไร นานสูงสุด 6 เดือน และยกเว้นค่าชดเชยผิดนัด รวมถึงมีสินเชื่ออัตรากำไรพิเศษ เช่น ได้แก่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อบ้านชายแดน

 

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ได้ออกมาตรการ ดังนี้ 1.กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2565 และถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกัน (ถ้ามี) ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 (หนังสือค้ำประกันสินเชื่อ ลงวันที่ 6 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน) โดยสามารถพักชำระออกไปอีก 6 เดือนนับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมเดิม โดยเป็นลูกค้าที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 25 จังหวัดที่ประสบอุทกภัยตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2565 หรือที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีการประกาศเพิ่มเติมต่อไป แต่หากลูกค้า SMEs รายใดไม่ประสงค์จะเข้าร่วมมาตรการนี้ ยังคงชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกัน (ถ้ามี) ให้แก่ บสย. ได้ตามปกติ


2. สำหรับกลุ่มลูกหนี้ ที่ประนอมหนี้กับ บสย. ที่ค้างชำระไม่เกิน 3 งวด (ณ วันที่อนุมัติ) และได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 25 จังหวัด ได้พักชำระค่างวด นานสูงสุด 6 เดือน โดยเริ่มงวดแรกในเดือนที่อนุมัติ แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2565 ลูกหนี้ บสย. สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2565

 


SHARE THIS