18 เมษายน 2026
Home » ข่าวเด่น » สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไตรมาสแรก โต 2.2% แต่หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 2.5-3.5%

สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไตรมาสแรก โต 2.2% แต่หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 2.5-3.5%

SHARE THIS

 

สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไตรมาสแรก ปี 65 ขยายตัว 2.2% แต่ปรับลดเป้าทั้งปีเหลือเติบโต 2.5-3.5% ชี้สงครามรัสเซีย-ยูเครน กดดันเศรษฐกิจ-การค้าโลก

 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส1ปี 65 ขยายตัว 2.2% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1.8% ไตรมาส 4/64 ขณะที่ปี 65 ทั้งปีจีดีพีลดลงอยู่ที่ 2.5-3.5% หรือค่ากลางอยู่ที่ 3% ลดจากเดิมคาดไว้เติบโตที่ 3.5-4.5% หรือค่ากลาง 4% เนื่องจากประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้จะอยู่ที่ 3.5% ลดลงจากเดิมคาดไว้โต 4.5% ปริมาณการค้าโลกยังเสี่ยงจะชะลอตัวเร็วกว่าคาดการณ์อยู่ที่ 4.7% ลดลงจากเดิมคาดไว้โต 6%

 

ทั้งนี้ มาจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เร่งตัวขึ้น จนก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมากต่อเงินเฟ้อปีนี้ที่คาดว่าจะในช่วง 4.2-5.2% เป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ และปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ ระดับหนี้ภาคครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ภาคธุรกิจต้องเผชิญปัญหาต้นทุนราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด

 

นายดนุชา กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสแรก ภาคเกษตรเร่งตัวขึ้น ส่วนนอกภาคเกษตรขยายตัวจากภาคบริการที่ได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว โดยด้านการผลิตนั้นพบว่า การผลิตภาคเกษตรขยายตัว 4.1% เร่งขึ้นจากการลดลง 0.6% ในไตรมาส 4/64 หลังผลผลิตพืชขยายตัว เช่น ข้าวเปลือก อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน สับปะรด และผลผลิตประมง

 

ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว 0.5% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนภาคบริการ ขยายตัว 2.9% ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ด้านการใช้จ่ายนั้น พบว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการขยายตัวเร่งขึ้น การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัว ขณะที่การส่งออกสินค้าชะลอตัว และการลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลง โดยการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล ขยายตัว 3.9% และ 4.6% ตามลำดับ การลงทุนรวมขยายตัว 0.8% การส่งออกขยายตัว 12% และการนำเข้า ขยายตัว 6.7%

 

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.53% ต่ำกว่าระดับ 1.64% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยอยู่ที่ 4.7% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.4% สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์ (5.3 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.2% ของ GDP ส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมี.ค.65 อยู่ที่ 2.42 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 65 มีมูลค่าทั้งสิ้น 9,951,962 ล้านบาท คิดเป็น 60.6% ของ GDP

 

 


SHARE THIS