2 มิถุนายน 2026
Home » ข่าวเด่น » รัฐบาลคุมไม่อยู่ 5 ยักษ์ใหญ่ผลิตสินค้า ร่อนหนังสือแจ้งขึ้นราคาสินค้าแล้ว

รัฐบาลคุมไม่อยู่ 5 ยักษ์ใหญ่ผลิตสินค้า ร่อนหนังสือแจ้งขึ้นราคาสินค้าแล้ว

SHARE THIS

รัฐบาลคุมไม่อยู่ 5 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้า ร่อนหนังสือแจ้งปรับราคาสินค้า เม.ย.นี้ ชี้ต้นทุนพุ่ง-บรรจุภัณฑ์ขาดแคลน เหตุสงครามตะวันออกกลาง

 

แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่ง เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทยอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในด้านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ความขาดแคลนของเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงค่าขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

จนกระทั่งในช่วงระหว่างวันที่ 13–18 มีนาคม 2569 บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทยถึง 5 ราย ได้แก่ เนสท์เล่ (ไทย), เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์, ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง, สหพัฒนพิบูล และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ได้ทยอยส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึงร้านค้า ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และคู่ค้าทั่วประเทศ เพื่อแจ้งเตือนถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าราคาสินค้าอาจปรับตัวขึ้น และการส่งมอบสินค้าบางรายการอาจเกิดความล่าช้าหรือขาดส่ง นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการตรึงราคาสินค้าของภาครัฐเริ่มเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากภาคเอกชน ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างส่งสัญญาณพร้อมใจกันว่า ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก โดยมีรายละเอียดหนังสือแจ้งแยกตามบริษัท ดังนี้

 

เนสท์เล่ (ไทย) — 13 มีนาคม 2569

ประเด็นหลัก: ขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ เตือนสินค้าอาจขาดส่งตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไป

 

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ออกหนังสือแจ้งไปยังผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายซัพพลายเชนของคู่ค้า ระบุว่า ได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์หลายรายถึงปัญหาความไม่เพียงพอของวัตถุดิบที่มีความเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดส่งบรรจุภัณฑ์สำคัญ ทั้งขวดพลาสติก และพลาสติกประเภทต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามความต้องการ

 

บริษัทระบุชัดเจนว่า การส่งมอบสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปมีโอกาสเกิดการขาดส่ง พร้อมแจ้งว่าจะส่งผู้แทนฝ่ายขายและทีมซัพพลายเชนเข้าพบคู่ค้าเพื่อหารือแนวทางรับมือร่วมกัน

 

 

เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) — 13 มีนาคม 2569

ประเด็นหลัก: ล็อกสัญญาซัพพลายเออร์แล้ว แต่เตือนราคาอาจปรับขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 

บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งหนังสือชี้แจงต่อเจ้าของร้านค้าและผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ โดยสรุปสถานการณ์และแนวทางบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้าน ได้แก่

  • การติดตามสถานการณ์** : บริษัทได้ติดตามและประเมินผลกระทบต่อการซัพพลายสินค้าอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง** : อยู่ระหว่างสำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือก ทั้งทางทะเลและทางอากาศ รวมถึงประสานงานกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์เพื่อลดความล่าช้า
  • การจัดการสินค้าคงคลัง: ได้ทำสัญญาล็อกราคา (Lock Contract) กับซัพพลายเออร์ และเพิ่มระดับสต็อกวัตถุดิบเพื่อการผลิตไว้แล้วในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี บริษัทระบุว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ราคาสินค้าต้องปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต พร้อมขอความร่วมมือให้คู่ค้าประเมินความต้องการและสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าให้เพียงพอ

 

 

ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง — 17 มีนาคม 2569

ประเด็นหลัก: เร่งผลิตและสะสม Safety Stock เดือน มี.ค. ก่อนราคาขึ้น เม.ย.

 

บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ออกหนังสือแจ้งร้านค้าอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

 

บริษัทระบุว่า ผลกระทบด้านต้นทุนคาดว่าจะเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ **เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป** โดยยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด พร้อมประกาศว่าได้เร่งกำลังการผลิตและเพิ่มระดับ Safety Stock ในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถสั่งซื้อและสะสมสินค้าในคลังได้ก่อนที่ราคาจะปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่ายังคงดำเนินมาตรการส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาสินค้าต่อไปตามความเหมาะสม

 

สหพัฒนพิบูล — 18 มีนาคม 2569

ประเด็นหลัก: อาจขาดแคลนสินค้าและล่าช้ากว่ากำหนด แนะสต็อกเพิ่ม

 

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่ม รวมถึงมาม่า ออกหนังสือแจ้งคู่ค้าว่า ภาวะสงครามและความขัดแย้งทางการทหารในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง

 

บริษัทระบุว่า ด้วยเหตุดังกล่าว อาจเกิดข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ส่งผลให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากระดับปกติ และการจัดส่งอาจเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด โดยยังไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจะสิ้นสุดเมื่อใด พร้อมแนะนำให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสต็อกสินค้าเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อรับมือกับสถานการณ์

 

 

เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) — มีนาคม 2569

ประเด็นหลัก: ทุกกลุ่มสินค้าได้รับผลกระทบ ทั้งวัตถุดิบ ราคา และค่าขนส่ง คาดกระทบตั้งแต่ เม.ย.

 

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคครอบคลุมหลายกลุ่ม ทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน สินค้าส่วนบุคคล อาหาร และเครื่องดื่ม ออกหนังสือแจ้งว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ปริมาณวัตถุดิบที่มีจำกัด ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท

 

BJC คาดการณ์ว่าผลกระทบจะเริ่มต้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ **เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป** โดยยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้ และยอมรับว่าอาจมีผลต่อการปรับราคาสินค้าในอนาคต พร้อมแนะนำให้คู่ค้าและร้านค้าพิจารณาจัดเก็บสต็อกสินค้าเพิ่มเติมตามความเหมาะสม และให้ติดต่อตัวแทนฝ่ายขายเพื่อเตรียมสินค้าให้พร้อมจัดส่งในลำดับถัดไป

 

ดังนั้น การที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ถึง 5 รายออกมาส่งสัญญาณพร้อมกันในช่วงเวลาเพียง 6 วัน ระหว่างวันที่ 13–18 มีนาคม 2569 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า กลไกการตรึงราคาสินค้าของภาครัฐกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก แม้ก่อนหน้ากระทรวงพาณิชย์จะประกาศห้ามขึ้นราคาก็ตาม โดยภาคเอกชนได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไว้ฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป และระยะเวลาที่สามารถตรึงราคาได้นั้นกำลังจะสิ้นสุดลงภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

 

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าและผู้บริโภค ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพิจารณาวางแผนการสั่งซื้อและบริหารสต็อกสินค้าล่วงหน้าอย่างรอบคอบก่อนที่ราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นในเดือนเมษายน 2569 ที่กำลังจะมาถึง

 

#ผู้ผลิตขึ้นราคา #สินค้าขึ้นราคา #สินค้าแพง #ข่าวจริง #thefacts #fact #facts

 


SHARE THIS