2 กรกฎาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » ครบ 29 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง” การเงินไทยเปลี่ยนแค่ไหน เสี่ยงซ้ำรอยหรือไม่

ครบ 29 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง” การเงินไทยเปลี่ยนแค่ไหน เสี่ยงซ้ำรอยหรือไม่

SHARE THIS

ครบรอบ 29 ปี “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ส่องความเปลี่ยนไปภาคการเงินไทย เช็กฐานะ “อดีต VS ปัจจุบัน” มีโอกาสซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

 

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นี้ ถือเป็นวันครบรอบ 29 ปีเต็ม ของหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยหลายคน นั่นคือการประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่าเงินบาท และเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float)

 

หลังประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศไปมหาศาล นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

 

เดอะ แฟกต์ นิวส์ (The Facts News) ชวนประชาชนและผู้ประกอบการร่วมย้อนรอยบทเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการเงินไทยเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด และด้วยสภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ มีโอกาสเกิดซ้ำรอยวิกฤตครั้งนั้นได้จริงหรือไม่

 

เปรียบเทียบความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ “อดีต VS ปัจจุบัน”

 

เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศไทยอย่างชัดเจน สามารถเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจและตัวชี้วัดสำคัญจากข้อมูลภาพได้ดังต่อไปนี้:

 

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน อดีต (ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540) ปัจจุบัน (ปี 2569)
ระบบอัตราแลกเปลี่ยน ระบบตรึงค่าเงิน (Fixed Exchange Rate) ผูกกับดอลลาร์สหรัฐไว้ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินไม่สะท้อนความเป็นจริง และหลังประกาศลอยตัว ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าดิ่งลงไปแตะเกือบ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระบบลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) ค่าเงินบาทปรับตัวตามกลไกตลาดและสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน โดยในปี 2569 แกว่งตัวในกรอบ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (อ่อนค่าลงราว 5-6% นับจากต้นปี)
ทุนสำรองระหว่างประเทศ (FX Reserves) อยู่ในระดับวิกฤต! หลังนำทุนสำรองฯ ไปสู้กับการโจมตีค่าเงินจนเหลืออยู่เพียงประมาณ 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แข็งแกร่งและสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2569 พุ่งสูงถึง 305,444 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีทองคำแท่งหนุนหลัง
ความเพียงพอของทุนสำรองเพื่อนำเข้า ขาดเสถียรภาพและมีความเปราะบางต่อภาคการค้าต่างประเทศสูง มีระดับทุนสำรองฯ ที่เพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้า (Import Cover) ได้สูงถึง 9.0 เดือน (สูงกว่าเกณฑ์สากลที่กำหนดไว้ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ)
หนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่อทุนสำรองฯ ภาคเอกชนกู้เงินสกุลต่างประเทศจำนวนมากโดยไม่มีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) หนี้ต่างประเทศจึงท่วมทุนสำรองฯ มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่อทุนสำรองฯ อยู่ในระดับปลอดภัยที่ 29.0% เท่านั้น (ตามเกณฑ์ชี้วัดยิ่งต่ำยิ่งดี)
ดัชนีความเพียงพอทุนสำรอง (IMF ARA Metric) ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จนนำไปสู่การกู้เงินจาก IMF มูลค่ากว่า 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเงื่อนไขการคุมเงินที่เข้มงวด ผลประเมินสูงถึง 2.3 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับที่ IMF แนะนำ (เกณฑ์แนะนำอยู่ที่ 1.0-1.5 เท่า) สะท้อนความสามารถรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ดี
เสถียรภาพระบบธนาคารพาณิชย์ เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) จำนวนมาก ระบบสถาบันการเงินขาดสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการไฟแนนซ์ไปถึง 56 แห่ง ฐานะการเงินเข้มแข็งมาก โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) สูงถึง 20.2% (เกณฑ์สากลกำหนด 8.5% และสูงกว่าเกณฑ์กลุ่ม D-SIBs ที่ 12.0%) มีหนี้ NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 2.79% และมีสัดส่วนเงินสำรองต่อ NPL สูงถึง 187.6%

 

ภาคการเงินไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน? และมีโอกาสเกิดวิกฤตซ้ำรอยหรือไม่?

 

เมื่อพิจารณาจากตารางเปรียบเทียบข้างต้น จะเห็นได้ว่าระบบภาคการเงินของประเทศไทยในปัจจุบัน (ปี 2569) มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปอย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนผ่านจากความเปราะบางในอดีตมาสู่การมี “เกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง” ผ่าน 3 บทเรียนสำคัญ ได้แก่ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่น การสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด

 

สำหรับประเด็นการอ่อนค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทางด้าน “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล และยังไม่พบสัญญาณของเงินทุนไหลออกที่ผิดปกติแต่อย่างใด ประกอบกับระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีระดับสินทรัพย์สภาพคล่อง (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ในเกณฑ์สูง

 

สรุปภาพรวมความเสี่ยง: จากฐานะการเงินและทุนสำรองที่มั่นคง รวมถึงระบบการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากลในปัจจุบัน โอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจพังทลายในลักษณะประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540″ จึงเป็นไปได้ยากมาก

 

ความท้าทายบทใหม่ ที่ห้ามประมาท

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า แม้เสถียรภาพด้านต่างประเทศและระบบธนาคารจะแข็งแกร่งกว่าปี 2540 อย่างมาก แต่โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ความท้าทายสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการเงินภายนอก แต่รวมถึงมิติเชิงโครงสร้างภายในประเทศและปัจจัยโลกที่ต้องเร่งแก้ไข:

 

  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม: ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 9% ต่อ GDP ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ
  • ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ประเทศไทยจำเป็นต้องรับมือกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ: ขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพที่แท้จริง
  • ปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก: โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและเพิ่มความผันผวนให้แก่ค่าเงินบาท

 

ดังนั้น บทเรียนตลอด 29 ปีที่ผ่านมา จึงชี้ให้เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพทางการเงินควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกรดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

📌 รับฟังข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้ ร่วมกดติดตาม “The Facts News ข่าวจริง” ได้ตามช่องทางติดต่อดังนี้:

 

#วิกฤตต้มยำกุ้ง #29ปีลอยตัวค่าเงินบาท #เศรษฐกิจไทย2569 #ทุนสำรองระหว่างประเทศ #ธนาคารแห่งประเทศไทย #หนี้ครัวเรือน #เสถียรภาพการเงิน #ศูนย์วิจัยกสิกรไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #เดอะแฟกต์นิวส์ #TheFactsNews #ข่าวจริง

 


SHARE THIS