17 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » พรรคกล้า แฉต้นตอ คนไทยใช้น้ำมันแพง ค่าการกลั่นพุ่ง 10 เท่า

พรรคกล้า แฉต้นตอ คนไทยใช้น้ำมันแพง ค่าการกลั่นพุ่ง 10 เท่า

SHARE THIS

 

พรรคกล้า แฉต้นตอ คนไทยใช้น้ำมันแพง ค่าการกลั่นพุ่ง 10 เท่า โชว์ 3 ข้อเสนอ กำหนดเพดาน เก็บภาษี ประหยัดน้ำมัน ด้านรองฯ สุพัฒนพงษ์ โต้ค่ากลั่นแค่ 5 บาท ไม่ใช่ 8 บาท

 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ได้ออกมาเผยสาเหตุปัญหาน้ำมันแพงว่า วันนี้ประชาชนเสมือนถูกปล้นจากค่าการกลั่นน้ำมัน  โดยราคาน้ำมันในปัจจุบันมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีส่วนมาจากค่าการกลั่นน้ำมันในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 10 เท่าจากปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 8.56 บาทต่อลิตร (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิ.ย. 65) จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกต้นทุนอยู่ที่ 25.92 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 34.48 บาทต่อลิตร

 

ทั้งนี้  หากเปรียบเทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า

  • วันที่ 10 มิ.ย. 63 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 8.99 บาทต่อลิตร ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 88 สตางค์ต่อลิตร
  • วันที่ 10 มิ.ย. 64 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 01 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 14.88 บาทต่อลิตร ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 87 สตางค์ต่อลิตร
  • วันที่ 10 มิ.ย. 65 ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อเทียบเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ที่ 92 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่โรงกลั่นต้องซื้อมา ขณะที่เฉลี่ยราคาขายสำเร็จรูปอยู่ที่ 34.48 บาทต่อลิตร  ต้นทุนการกลั่นอยู่ที่ 8.56 บาทต่อลิตร

 

สำหรับข้อเสนอ 3 ทางออกของพรรคกล้า

  1. กำหนดเพดาน ‘ค่าการผลิต’ ให้โรงกลั่นทำกำไรได้และไม่ขาดทุน
  2. ออกกฎหมายเก็บภาษี ‘ลาภลอย’ จากกำไรจากสต๊อกนํ้ามัน และจากค่าการกลั่นที่สูงเกินจริง
  3. รัฐบาลจริงจังกับมาตรการประหยัด ปรับอุณหภูมิแอร์ในที่ประชุม สส. ถอดเสื้อนอก ถอดเน็คไท การชดเชยนํ้ามันจำกัดการใช้ ไม่เหวี่ยงแหให้ทุกคนโดยไม่มีการจำกัดปริมาณ

 

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคกล้า ที่เสนอให้คุมเพดานค่าการกลั่นน้ำมันเพื่อป้องกันการทำกำไรเกินควร และลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า รัฐบาลศึกษาเรื่องนี้มากว่า 1 เดือนแล้ว โดยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาหารือว่าสามารถใช้กฎหมายใดดำเนินการได้บ้าง และได้ข้อสรุปว่าจะใช้กฎหมายกระทรวงพลังงานเพื่อหาวิธีเก็บเงินจากหน้าโรงกลั่นมาชดเชย และดูแลราคาน้ำมันบางประเภท รวมถึงจะเก็บเงินหน้าโรงแยกก๊าซด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความอีกครั้งก่อนส่งเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพราะมีผลกระทบหลายด้าน รวมทั้งด้านการค้าและการลงทุนที่รัฐบาลในอดีตอาจสัญญากับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนนี้ และจะบังคับใช้ต่อไป

 

“ที่พูดกันว่า ค่าการกลั่นสูงถึงลิตรละ 8 บาท แต่คณะทำงานกระทรวงพลังงานรายงานว่า กำไรจากค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 บาทกว่าต่อลิตร จากราคาเฉลี่ยย้อนหลังปีนี้อยู่ที่ 2-3 บาท และช่วงที่โควิดระบาดต่ำกว่า 1 บาท แต่ตอนนี้สูงกว่าปกติ ก็อาจพิจารณาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ส่วนที่ผ่านมาไม่ได้เก็บเงินจากค่าการกลั่น เพราะค่าการกลั่นกำไรไม่สูงมาก”

 

ขณะที่  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลทำทุกอย่างเต็มที่ในกรอบที่สามารถทำได้ จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทำให้ได้มากที่สุด ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันขึ้นเกือบทุกวัน

 

 


SHARE THIS