24 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » เงินเฟ้อพุ่ง 3.23% สนค.ชักแม่น้ำทั้ง 5 โต้ไม่ได้มาจากของแพง

เงินเฟ้อพุ่ง 3.23% สนค.ชักแม่น้ำทั้ง 5 โต้ไม่ได้มาจากของแพง

SHARE THIS

 

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อทั่วไป เดือนม.ค.65 อยู่ที่ระดับ 103.01 สูงขึ้น 3.23% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.64 ซึ่งสูงสุดรอบ 8 เดือน และสูงขึ้น 2.17% เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.64 โดยสาเหตุมาจากสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมากถึง 19.22% ส่งผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และราคาสินค้า รวมถึงราคาสินค้าอาหารสดด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มอาหารสด เช่น เนื้อสุกร ไก่สด และไข่ไก่ แม้จะปรับตัวขึ้น แต่มีผลต่อเงินเฟ้อน้อย โดยราคาเนื้อสุกรมีผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.67% ไก่สด มีผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.03% และไข่ไก่ มีผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.05% โดยมองว่า ราคาอาหารสดที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงจำเลย ที่ทำให้ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น แต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้นจริงมาจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ขณะที่สินค้าอื่น ๆ ที่ปรับราคาสูงขึ้นเล็กน้อยตามต้นทุนค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าจ้างแรงงาน  เช่น น้ำมันพืช อาหารบริโภคในบ้าน-นอกบ้าน และค่าบริการส่วนบุคคล

 

“กพิจารณาเงินเฟ้อประเทศอื่นๆ ณ เดือนธ.ค.64 เช่น สหรัฐฯ สูงขึ้น 7% สหราชอาณาจักร สูงขึ้น 5.4% สิงคโปร์ สูงขึ้น 4% ฟิลิปปินส์ สูงขึ้น 3.6% ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก  ที่สำคัญเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ยังมาจากฐานราคาสินค้าในเดือนม.ค.64 ค่อนข้างต่ำ”

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าราคาอาหารสดของไทยที่เพิ่มขึ้นยังถือว่า เพิ่มขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับราคาอาหารโลก ซึ่งจากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ณ เดือนธ.ค.64 ราคาเนื้อสัตว์  วัว หมู สัตว์ปีก แกะ เพิ่ม 17.4% แต่ไทยเพิ่ม 4.48% นมและผลิตภัณฑ์โลกเพิ่ม 7.4% แต่ไทย ลดลง 0.07% ธัญพืช โลกเพิ่ม 20.7% ไทยลดลง 9.85% เป็นต้น นอกจากนี้ หากพิจารณาเปรียบเทียบกับดัชนีผู้ผลิตเดือนม.ค.64 ที่สูงขึ้น 8.7% แต่ดัชนีผู้บริโภค ยังเพิ่มน้อยกว่า ที่ 3.23% และเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารสด และพลังงานออกยิ่งเพิ่มเล็กน้อยมากเพียง 0.5% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ราคาขายปลีกสินค้าถึงผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำกว่า เพราะผู้ขายสินค้าพยายามตรึงราคาขายไว้ไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค

 

 

 


SHARE THIS