ดร.ภาคภูมิ ต้อนรับคณะผู้บริหารออมสิน เข้าเยี่ยมชม เจษฎาฯมิวเซียมแห่งใหม่
ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ ต้อนรับคณะผู้บริหารจากธนาคารออมสิน ที่ได้เดินทางมาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่เป็นกรณีพิเศษ
.
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ กรรมการบริหารมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ต้อนรับคณะผู้บริหารจากธนาคารออมสิน นำโดย คุณก่อเกียรติ ปัญชรมาศ รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจลูกค้า SMEs 1 สำนักงานใหญ่ พร้อมด้วย คุณไปรยา ยโสธร, คุณจารุณี สุขีมิตร, คุณจักริน นิ่มขำ และคุณณัฐณิชา จันทร์แก้ว ซึ่งได้เดินทางมาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่เป็นกรณีพิเศษ โดยมี พลเอก วรวิทย์ ชินะนาวิน, พลโทบรรพต งามกัณหา, คุณสุพจน์ อ่อนบุญมี และคุณภัทรภร อภิรักษ์ผดุงกุล คณะที่ปรึกษามูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ให้เกียรติเข้าร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
.
คุณก่อเกียรติ กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาศึกษาดูงานที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่มาก ตั้งอยู่บนพื้นที่ 70 ไร่ ตนรู้สึกประทับใจและตราตรึงใจอย่างยิ่งเพราะเป็นการมาเยี่ยมชมครั้งแรก โดยเฉพาะอาคารหลัก (Main Building) ซึ่งเป็นอาคารที่จัดแสดงรถโบราณน่ารักๆ รูปทรงแปลกตาสีสันสดใส จำนวนมหาศาล เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังเก็บรักษาโบราณวัตถุและงานศิลป์อันทรงคุณค่า อาทิ พระพุทธรูป รูปหล่อบูรพกษัตริย์งานไม้แกะสลัก และรูปเคารพตามคติพราหมณ์–ฮินดู นอกจากนี้ยังได้เข้าชมกลุ่มอาคารฝาแฝดของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ คือ อาคารทานยา เป็นอาคารที่จัดแสดงตู้ยาโบราณจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงอาคารเพลิน ที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์โบราณและงานไม้แกะสลักจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และม้าสตัฟฟ์จากประเทศมองโกเลียจำนวนมาก”
.
.
คุณไปรยา กล่าวเพิ่มเติมว่า “วันนี้นอกจากได้มาศึกษาดูงานที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่แล้ว ยังได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านผู้บริหาร คณะที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียมอีกด้วย ตนขอแสดงความชื่นชม ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเงินการลงทุนที่ก้าวไกล และมักจะปลูกฝังนิสัยรักการออมให้กับพนักงานในองค์กรและนอกองค์กรอยู่เนืองๆ และตนจึงขอแบ่งปันข้อคิดไว้ 4 ประการ เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในยุคปัจจุบัน ดังนี้
.
ข้อ 1 น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ – ปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดโลก จึงขอให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ล้นเกล้ารัชกาลที่9) ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย ยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการดำรงชีวิตและพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราทุกคนควรตระหนักและรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ โดยหลักใหญ่ใจความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ดำเนินชีวิตด้วยความพอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินกำลัง ลงทุนอย่างมีสติ และใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยเริ่มจากการลงทุนที่มั่นคงที่สุดคือการพัฒนาตนเอง ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี อย่าทำอะไรตามกระแส แค่ควรมีความรู้อย่างถ่องแท้เช่น ถ้าจะผันตัวเป็นเกษตรกร เราก็ต้องเรียนรู้และรู้จริงในสิ่งที่ทำ ถึงจะประสบผลสำเร็จ
.
ข้อ 2 สร้างวินัยการออม – ในสภาวะปัจจุบันทุกสังคมมีการแข่งขันกันสูงมาก การออมเป็นการบริหารเงินขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบการ นักธุรกิจต้องมี และทุกคนต้องมีวินัยในการออม เงินออมถือเป็นปัจจัยที่จะทำให้เป้าหมายที่กำหนดไว้ในอนาคตสำเร็จและเป็นจริงขึ้นมา เช่น กำหนดเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีบ้านเป็นของตนเองในอนาคตให้ได้ นอกจากนี้เงินออมยังช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดอีกด้วย ดังนั้นทุกคนจึงควรมีการออมอย่างสม่ำเสมอ ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวน การเลือกออมกับสถาบันการเงินที่มั่นคง เช่น ธนาคารออมสิน ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันที่สำคัญ
.
ธนาคารออมสินก่อตั้งขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6) เมื่อปี พ.ศ. 2456 ภายใต้พระบรมราโชบายในการปลูกฝังวินัยการออมแก่ประชาชนไทย ถือเป็นธนาคารของประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ยังคงรักษาหลักการผู้ฝากจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วนตามจำนวน สะท้อนถึงความมั่นคงและน่าเชื่อถือในฐานะธนาคารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ตนจึงขอเชิญแฟนคลับเจษฎาเทคนิคมิวเซียมและพี่น้องประชาชนฝากเงินกับธนาคารออมสินกันมากๆ
.
ข้อ 3 การลงทุนเพิ่มเติมตามความถนัด – การออมอย่างเดียวถือเป็นก้าวแรกที่ดีของการบริหารเงิน แต่ก็ยังดีไม่พอ เพราะถ้าออมอย่างเดียวจะไม่สามารถชนะเงินเฟ้อจากทั่วโลกได้ ดังนั้นเราทุกคนสมควรลงทุนเพิ่มเติม ถ้าหากเราไม่ลงทุน ภาวะเงินเฟ้อจะทำร้ายเรา หลายท่านเข้าใจผิดว่าการลงุทนต้องลงครั้งละเป็นแสนเป็นล้าน ท่านมีเงินเพียง 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท ก็สามารถลงทุนได้แล้ว ถ้าถามตนว่าลงทุนอะไรดีตนสามารถตอบตรงนี้ได้เลยว่า ท่านรู้จักการลงทุนอะไรก็ลงทุนไปเลย อาทิ พันธบัตรรัฐบาล หุ้น หุ้นกู้ ตราสารหนี้ การลงทุนกับโลหะกลุ่มที่มีมูลค่า เช่น แร่เงิน หรือ แร่ทองคำ หรือแม้แต่การซื้อสลากออมสินก็มีดอกเบี้ยให้ แถมยังได้ลุ้นรางวัลอีกหลายล้านบาทอีกด้วย
.
ที่สำคัญการลงทุนมีความเสี่ยงและน้ำหนักไม่เท่ากัน ถ้าความเสี่ยงมากจะได้ผลตอบแทนมาก ถ้าความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนก็จะได้น้อยตามไปด้วย ฉะนั้นควรใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ คือการกระจายความเสี่ยงนั่นเอง เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เปรียบเหมือนการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น เงินฝาก หรืออสังหาริมทรัพย์ หากตะกร้าใบใดใบหนึ่งเสียหาย ไข่ในตะกร้าใบอื่นก็ยังคงอยู่ หรือก็คือหากการลงทุนประเภทหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ การลงทุนประเภทอื่นก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้
.
ข้อสุดท้าย คือ การทำอาชีพเสริม – การพึ่งพารายได้หรือเงินเดือนจากงานประจำเพื่อมายังชีพอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรมุ่งหาอาชีพเสริมหรืองานพิเศษทำเพิ่มเติม แต่ขอให้เป็นอาชีพที่สุจริต ไม่ขัดกับศีลธรรมและสร้างคุณค่าได้ อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทแทนแรงงานมนุษย์ บางองค์กร บางธนาคารให้พนักงานเกษียณที่อายุ 45 ปี เพราะฉะนั้นท่านต้องทำอาชีพเสริม ถึงจะอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นนี้”
.
“วันนี้ขอขอบคุณ ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ ที่ให้เกียรติเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ รวมถึงคณะที่ปรึกษา ที่กรุณามอบกระเช้าผลไม้ และไตปลาคั่วคุณหญิง รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลทีมงานของธนาคารออมสินเป็นอย่างดี สร้างความประทับใจและซาบซึ้งใจแก่คณะฯ เป็นอย่างยิ่ง และขออำนวยอวยพรให้งานก่อสร้างของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ สามารถฝ่าฝันวิกฤตเศรษฐกิจไปได้อย่างง่ายดาย ไม่มีอุปสรรคใดๆ ก้าวสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ระดับประเทศ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” คุณไปรยา กล่าวปิดท้าย
.
#เจษฎาเทคนิคมิวเซียม #อาคารเพลิน #ภาคภูมิเดชสกุลฤทธิ์ #มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact
.




