1 พฤษภาคม 2026
Home » ข่าวเด่น » ธุรกิจกาแฟโตแรง 6.5 หมื่นล้าน คนไทยติดหนักดื่มปี340 แก้ว

ธุรกิจกาแฟโตแรง 6.5 หมื่นล้าน คนไทยติดหนักดื่มปี340 แก้ว

SHARE THIS

กรมพัฒนาธุรกิจฯ จับกระแสกาแฟไทย ยืนหัวแถวโตสวนเศรษฐกิจ! คนไทยดื่มทะลุ 340 แก้วต่อปี ดันยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่พุ่ง 8.9%

 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ธุรกิจดาวเด่นประจำเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า ‘อุตสาหกรรมกาแฟ’ ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดกาแฟโลกในปี 2567 ที่มีมูลค่าในตลาด 2.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าภายในปี 2573 จะมีมูลค่าพุ่งถึง 3.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยประเทศไทยมีการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากเดิมเฉลี่ย 180 แก้ว/คน/ปี เป็นมากกว่า 340 แก้ว/คน/ปีในปัจจุบัน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดภายในประเทศปี 2568 แตะระดับ 6.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 8.33% ประกอบกับผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการดื่มกาแฟสำเร็จรูปไปสู่กาแฟสด สะท้อนถึงรสนิยมของคนยุคใหม่ที่ต้องการดื่มด่ำคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ของกาแฟที่สูงขึ้น

 

สำหรับช่วงครึ่งปีแรก 2568 (มกราคม–มิถุนายน) มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกลุ่มกาแฟจำนวน 415 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 8.92% โดยทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) และกว่า 33% ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สะท้อนความนิยมในตลาดกาแฟที่ยังมีแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีพบว่า รายได้รวมของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับทรงตัว แต่กำไรสุทธิเริ่มลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิต ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรง โดยรายได้รวมของอุตสาหกรรมกาแฟในปี 2567 อยู่ที่ 206,751 ล้านบาท (กลุ่มผลิต 37,217 ล้านบาท และกลุ่มขาย 169,534 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3,453 ล้านบาท คิดเป็น 1.70% เมื่อเทียบกับปี 2566

 

 

เมื่อวิเคราะห์ในเชิงลึกในรูปแบบธุรกิจร้านกาแฟจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • Franchise/Chains เป็นธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ และเป็นทางเลือกของผู้ที่อยากเปิดร้านกาแฟแต่ยังไม่มีประสบการณ์
  • Independent เป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 94.4% ของธุรกิจกาแฟในประเทศ โดยเป็นการบริหารธุรกิจโดยเจ้าของร้านเองอาจมีสาขาในแบรนด์ประมาณ 1-3 สาขา อาทิ Stand Alone, Truck และ Kiosk

 

จากข้อมูลพบว่า ธุรกิจร้านกาแฟแบบ Franchise/Chain มีความสามารถในการทำกำไรได้ดี โดยมีกำไรสุทธิ (Net Profit Margin)     เฉลี่ยที่ 17.5% และมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ส่วนร้านกาแฟแบบ Independent แม้จะมีภาพลักษณ์และคุณภาพโดดเด่น แต่มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยที่ 4.6% สะท้อนความท้าทายในการแข่งขันที่มีผู้เล่นในกลุ่มนี้จำนวนมาก การรักษาฐานลูกค้าและการสร้าง Story ให้ธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องใส่ใจ

 

กรมฯ ได้วิเคราะห์เจาะลึกในกลุ่มตัวอย่าง 20 บริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านกาแฟและมีความสามารถในการทำอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) สูงที่สุดใน 3 อันดับแรก คือ (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 68)

 

1) กลุ่ม Franchise/Chains (โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากเชนร้านกาแฟชื่อดังในไทย)

ได้แก่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจในแบรนด์ Café Amazon (4,922 สาขา) สร้างรายได้ 23,167 ล้านบาท กำไร 5,989 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ คิดเป็น 25.85% (รายได้และกำไรคำนวนจากรายงานประจำปีของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ของ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)), บริษัท หนึ่งต่อสอง จำกัด ดำเนินธุรกิจในแบรนด์ 1:2 Coffee (54 สาขา) สร้างรายได้ 290 ล้านบาท กำไร 49 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 16.82% และบริษัทกาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ดำเนินธุรกิจในแบรนด์พันธุ์ไทย (1,347 สาขา) สร้างรายได้ 3,049 ล้านบาท กำไร 292 ล้านบาท

 

2) กลุ่ม Independent (โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจาก ร้าน Specialty Coffee ชื่อดัง และมีบาริสต้าได้รับรางวัล)

ได้แก่ บริษัท นานา แอนด์ แฟรนด์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจในแบรนด์ NANA Coffee Roaster สร้างรายได้ 44 ล้านบาท กำไร 4 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ คิดเป็น 9.29%, บริษัท บาริสต้า โปรเจกต์ จำกัด ดำเนินธุรกิจในแบรนด์ Factory Coffee สร้างรายได้ 70 ล้านบาท กำไร 6 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ   คิดเป็น 8.75% และ บริษัท คูราสุ จำกัด ดำเนินธุรกิจในแบรนด์ Kurasu Bangkok สร้างรายได้ 3 ล้านบาท กำไร 0.2 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ คิดเป็น 6.32% ตามลำดับ

 

 

ทั้งนี้ ธุรกิจกาแฟยังมีโอกาสเติบโตในประเทศไทยอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee และร้านกาแฟที่สร้างประสบการณ์ รวมถึงสร้างแบรนด์ที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการจะต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี ควบคู่ไปกับการเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืน มากไปกว่านั้นตัวช่วยด้านเทคโนโลยีจะทำให้ลูกค้าเข้าถึงร้านกาแฟได้มากขึ้น คือ ร้านจะต้องมีหลายช่องทางการสั่งซื้อทั้งหน้าร้านหรือเดลิเวอรีหรือการสั่งล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงการชำระเงินทางดิจิทัล

 

จากสถิติปัจจุบันยอดขายของร้านกาแฟมาจากช่องทางเดลิเวอรีถึง 22% และชำระเงินผ่านระบบ e–Payment กว่า 50% ทำให้ร้านสามารถขายกาแฟได้ครอบคลุมลูกค้ามากขึ้น และไม่ได้จำกัดฐานลูกค้าแค่เพียงพื้นที่โดยรอบต่อไปอีกแล้ว กรมฯ จะยังคงติดตามแนวโน้มอุตสาหกรรมกาแฟอย่างใกล้ชิด และพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถยกระดับธุรกิจอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

 

#เปิดร้านกาแฟดีไหม #ขายกาแฟ #คนไทยติดกาแฟ #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

 


SHARE THIS