เจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดโซนแสดง”หัวโขน” ร่วมอนุรักษ์นาฎศิลป์ไทย
เจษฎาเทคนิคมิวเซียม จัดโซนแสดงหัวโขน เทิดทูนศิลปะนาฎศิลป์ ดร.ภาคภูมิ ร่วมรับชม และชื่นชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งจัดแสดงโดยนักเรียน รร.ราชินี
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ กรรมการบริหารมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า ได้เตรียมเปิดตัวเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งนอกเหนือจากรถไมโครคาร์ คลาสสิคคาร์ เครื่องบิน เรือรบ หัวรถจักร และยานพาหนะอื่นๆ ไว้ให้ได้เยี่ยมชมและศึกษาเรื่องราวของเครื่องยนต์กลไกแล้ว ยังมีแนวคิดจะจัดโซนแสดงถึงศิลปะการแสดง โดยเฉพาะเรื่องโขนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2552 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปีพุทธศักราช 2561 ในประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) นับเป็นการขึ้นทะเบียนมรดก ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย

ดร.ภาคภูมิ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจษฎาเทคนิคมิวเซียมเก็บสะสมหัวโขนตัวพระ ตัวนาง เศียรพระพิฆเนศ เศียรยักษ์ เศียรลิง และเศียรอื่นๆ ไว้จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเศียรพ่อแก่หรือเศียรฤาษี ซึ่งถือกันว่าเป็นบรมครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาต่างๆ เป็นที่เคารพบูชาของชาวนาฎศิลป์ที่มีอายุหลายสิบปี และผลงานที่ทำขึ้นมาใหม่แต่มีความปราณีตงดงาม ควรค่าแก่การจัดแสดง โดยได้เก็บรักษาไว้ในห้องสต๊อกและดูแลเป็นอย่างดี และในอนาคตอันใกล้นี้ตนตั้งใจจะจัดแสดงไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของเจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ น่าจะเป็นที่ชอบอกชอบใจของผู้เข้าชมไม่มากก็น้อย และที่สำคัญตนคิดว่าโขนไทยเป็นวัฒนธรรมที่ต้องสืบสาน ต่อยอด และอนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไป ทำให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา เรียนรู้ และภาคภูมิใจกับศิลปะอันงดงาม อ่อนช้อย ของบรรพบุรุษเราสืบไป

ดร.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ตนชื่นชอบและหลงใหลในงานศิลปะและการแสดงโขนมาตั้งแต่จำความได้ หากมีเวลาว่างจะไปดูการแสดงโขนที่จัดแสดงตามสถานที่ต่างๆ หรือหากมีคนรู้จักร่วมแสดงทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็ก รวมถึงลูกหลานของตนเองและของพรรคพวก ตนจะไปชมการแสดงเพื่อให้กำลังใจทุกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา ตนได้ไปชมการแสดงโขนของนักเรียนระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนราชินี เรื่องรามเกียรติ์ ตอน กุมภกรรณล้ม ถวายลิง-ชูกล่องดวงใจ ครองเมือง ณ ห้องประชุมอาคารสว่างวัฒนา รู้สึกทึ่งและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง น้องๆ หนูๆ นักแสดงตัวน้อย สวมบทบาทที่ได้รับมาเป็นอย่างดี ถึงเป็นเยาวชนแต่มาตรฐานระดับมืออาชีพ ทำได้ดีเทียบเท่าการแสดงของผู้ใหญ่เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังขอแสดงความชื่นชมคุณสุภกัญญา ชวนิชย์ ผู้จัดการโรงเรียนราชินี และคณาจารย์ ผู้ฝึกสอนและกำกับการแสดงโขน ประกอบด้วย คุณครูฐิติภพ บุญมี คุณครูนพดล บัณฑิตย์ คุณครูโอภาส สีผิว และคุณครูเชาวราช วรรณนิยม ที่ทำให้การแสดงโขนครั้งนี้เป็นโขนคุณภาพอีกหนึ่งงาน

ดร.ภาคภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า โขนเป็นนาฏศิลป์การแสดงชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ การแสดงโขนจะใช้ผู้แสดงเป็นเพียงผู้หญิงเท่านั้น ในยุคสมัยนั้นจึงเป็นการแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าการแสดงในวังหรือฝ่ายในเป็นการแสดงโดยผู้หญิง แต่การแสดงลิเก หรือจำอวดสำหรับพสกนิกร จะใช้ตัวแสดงเป็นผู้ชายเท่านั้น

สืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถือเป็นยุครุ่งเรืองเฟื่องฟู หรือกล่าวได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ของการแสดงโขนซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก โดยจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงรับดูแลกิจการศิลปะการแสดงโขนด้วยพระองค์เอง มีการจัดตั้งกรมมหรสพขึ้น จึงทำให้มีทั้งการแสดงโขนสมัครเล่นส่วนพระองค์และโขนหลวงของกรมมหรสพ และโปรดเกล้าฯ ให้ครูโขนฝีมือดีมีบรรดาศักดิ์และราชทินนามอีกด้วย รวมทั้งทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์เจรจา บทโขน และบทละครเรื่องรามเกียรติ์อีกหลายชุดหลายตอน และในยุคของในหลวงรัชกาลที่ 6 ท่านทรงเล็งเห็นว่าการแสดงบางบทบาทต้องใช้ความแข็งแกร่ง จึงมีพระบรมราชานุญาตให้ผู้ชายมาเล่นโขนด้วย ไม่ใช่มีเฉพาะผู้หญิงแสดงเพียงอย่างเดียว และผู้แสดงโขนที่เป็นตัวพระ ตัวนาง และเทวดา ก็ไม่ต้องสวมหัวโขนเพื่อปิดปังใบหน้าอีกต่อไป ส่วนตัวยักษ์ ตัวลิง และตัวประกอบอื่นยังคงสวมหัวโขนปกปิดใบหน้าให้ตรงตามลักษณะและบทบาทที่ผู้แสดงได้รับ

จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อศิลปะการแสดงโขนที่นับวันจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไปตามสังคมโลก จึงมีพระราชเสาวนีย์ในการอนุรักษ์และพัฒนาการแสดงโขนให้ทันสมัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดงโขนพระราชทาน ส่งผลให้เกิดการศึกษาและฟื้นฟูศาสตร์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ‘โขน’ เป็นลำดับ ทั้งวรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ให้เหมาะสมกับสังคมยุคใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อปวงชนชาวไทย
การแสดงโขนนิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ โดยมีพระรามซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง เป็นพระนารายณ์อวตาร ปางที่ 7 ซึ่งพระนารายณ์คือพระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู พระนารายณ์เป็นพระเจ้าหนึ่งในสามองค์ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์ปกป้องและรักษาโลกมนุษย์ให้ดำรงอยู่ตลอดไป แต่ที่น่าแปลกใจที่พระนารายณ์อวตารมีถึง 10 ปาง แต่ปางที่นิยมนำมาแสดงโขนคือ ปางที่ 7 ซึ่งเป็นปางที่ท่านเป็นพระรามในมหากาพย์เรื่องรามเกียรติ์เพียงแค่เรื่องเดียว ปางเดียว สำหรับเนื้อเรื่องเป็นการทำสงครามระหว่างกองทัพพระรามกับทศกัณฐ์ การดำเนินเรื่องมีความสนุกสนานและมีตัวละครมากมาย ทั้งยังให้คติเตือนใจในการปกครองและการประพฤติตนในเรื่องความสามัคคี ความเสียสละ ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความกล้าหาญ

ดร.ภาคภูมิ กล่าวปิดท้ายว่า “การแสดงโขนเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่ทรงคุณค่า ที่เราทุกคนต้อง มาร่วมกันธำรงรักษาการแสดงโขนอันเป็นนาฏศิลป์แขนงหนึ่งของชาติให้สืบทอดไปตราบนานเท่านาน ทั้งนี้ระหว่างที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างต่างๆ แฟนคลับทุกท่าน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Page Facebook : Jesada Technik Museum”

#หัวโขน #โขน #มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม #เจษฎาเทคนิคมิวเซียม #jesadatechnikmuseum #ภาคภูมิเดชสกุลฤทธิ์ #ข่าวจริง #thefacts #facts #fact

