ของแพง 343 รายการ ดันเงินเฟ้อ ม.ค.66 เพิ่ม 5.02% รายจ่ายยังพุ่งไม่หยุด
ครัวเรือนไทยรายจ่ายบานตะไทย เดือนม.ค.66 พุ่งเป็น 18,190 บาท แม้เงินเฟ้อต่ำสุดรอบ 9 เดือน ชี้น้ำมันราคาลด แต่มีของแพง 343 รายการ
นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย (เงินเฟ้อ) เดือนม.ค.66 ว่า เท่ากับ 108.18 สูงขึ้น5.02% เมื่อเทียบดัชนีเดือนม.ค.65 เป็นอัตราที่ชะลอลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับจากเดือนพ.ค.65 เป็นผลจากการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานและอาหาร ขณะที่ความต้องการในประเทศปรับตัวดีขึ้นจากภาคการท่องเที่ยว เทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน ส่งผลให้การใช้จ่ายคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจ พบว่า เดือนม.ค.66 ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 18,190 บาทเพิ่มขึ้น 54 บาทจากเดือนธ.ค.65 ที่อยู่ที่ 18,136 บาท โดยใช้จ่ายเป็นค่าโดยสารสาธารณะน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ มากสุดถึง 4,230 บาท ตามด้วยค่าเช่าบ้าน ไฟฟ้าก๊าซหุงต้ม เครื่องใช้ในบ้าน 4,032 บาท, เนื้อสัตว์ 1,765 บาท, อาหารบริโภคในบ้าน ดีลิเวอรี่1,632 บาท, อาหารบริโภคนอกบ้าน เช่น ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง 1,249 บาท เป็นต้น
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เดือนม.ค.66 สูงขึ้น3.04% จากเดือนม.ค.65 ชะลอตัวเล็กน้อยจากเดือนธ.ค.65 ที่สูงขึ้น 3.23% ตามต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายวิชานัน กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนนี้ ที่สูงขึ้น 5.02% เป็นผลมาจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น 343 รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทุกประเภท ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารสาธารณะ รถเมล์เล็ก รถสองแถว รถแท็กซี่ เครื่องบิน วัสดุก่อสร้าง ค่าแรงช่าง ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เช่น สบู่ถูตัว ยาสีฟัน ค่าแต่งผมชาย สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผงซักฟอก มีเพียง 45 รายการที่ราคาลดลง และ 42 รายการราคาไม่เปลี่ยนแปลง
“แม้ราคาพลังงานยังอยู่สูง แต่เพิ่มแบบชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนม.ค.65 ประกอบกับ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ต้นทุนการสินค้านำเข้า ทั้งวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปลดลง หากราคาน้ำมันยังทรงตัวอย่างในปัจจุบัน และไม่มีสถานการณ์คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะลดลงเรื่อยๆ จนถึงปลายปี ทำให้ทั้งปี จะขยายตัวได้ 2.0-3.0% หรือค่ากลาง 2.5% ไม่หลุดกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ที่ 1.0-3.0%”

