จ่อขึ้นราคา ส.อ.ท.เผยรัฐขึ้นค่าไฟ กระทบต้นทุนสินค้า 45 กลุ่ม
ส.อ.ท.เผยรัฐบาลขึ้นค่าไฟ ทำสินค้า 45 กลุ่มได้รับผลกระทบ จ่อขยับราคาขึ้นราคา 5-12% กรมการค้าภายในแตะเบรกตัวโกร่ง ห้ามฉวยปรับขึ้น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า หากรัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นค่า Ft งวด ม.ค.-เม.ย. 66 ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบันเฉลี่ยค่าไฟที่ 4.72 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าโดยเฉลี่ยประมาณ 5-12% ขณะเดียวกันยังจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอย่างมาก รวมถึงการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ที่กำลังย้ายฐานท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย
ทั้งนี้ ล่าสุด ส.อ.ท.ได้ประเมินการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอัตราที่สูงติดต่อกัน 2 งวด จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาสินค้าและบริการต้องปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และจะทำให้อัตรา “เงินเฟ้อ” ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.8 ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนและส่งออก เนื่องจากต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม-อินโดนีเซีย
สำหรับ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมมีการใช้ไฟฟ้ามากสุดถึงน้อยสุด สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้ามากจำนวน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เคมี, เหล็ก, เยื่อและกระดาษ, อะลูมิเนียม, หล่อโลหะ, แก้วกระจก, ปูนซีเมนต์, เซรามิก, อาหารและเครื่องดื่ม, โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม, ปิโตรเคมี จะได้รับผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 9-12%
- กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าปานกลางจำนวน 16 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาง, พลาสติก, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น, ยานยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, เฟอร์นิเจอร์, ไม้อัดไม้บางและวัสดุแผ่น, โรงเลื่อยและโรงอบไม้, เครื่องจักรกลการเกษตร, เครื่องจักรกลและโลหะการ, ต่อเรือและซ่อมแซม, ก่อสร้างและงานเหล็ก, แกรนิตและหินอ่อน, น้ำตาล, น้ำมันปาล์ม, หลังคาและอุปกรณ์ โดยจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 6-8%
- กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อยมีจำนวน 18 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพร, ยา, ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์, เทคโนโลยีชีวภาพ, ดิจิทัล, อัญมณีและเครื่องประดับ, หัตถกรรมสร้างสรรค์, หนังและผลิตภัณฑ์หนัง, รองเท้า, สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, ผู้ผลิตไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน, การจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม, การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และก๊าซ โดยจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณไม่เกิน 5%
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดหลังมีการประกาศปรับขึ้นค่าไฟ ซึ่งในเบื้องต้นยอมรับว่าการขึ้นค่าไฟฟ้าจะมีผลให้ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจริง แต่จะมากน้อยไม่เท่ากัน อย่างไรก็ดี ขณะนี้กรมฯยังไม่มีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการกลุ่มใดขึ้นราคา นอกจากกลุ่มค้าที่ได้มีการอนุญาตก่อนหน้านี้ และขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการหรือร้านค้าห้ามฉวยโอกาสนำเรื่องการขึ้นค่าไฟฟ้า มาเป็นข้ออ้างในการขึ้นราคาสินค้าโดยที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และหากเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุมที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาก็ต้องมีการเสนอมาให้กรมฯ พิจารณาเป็นรายไป แม้ที่ไม่อยู่ในบัญชีควบคุม กรมฯ ก็จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

