เตือนไทยรับมือภาวะโลกไม่สงบอีก 3 ปี สหรัฐ VS จีน อาจจบลงด้วยสงคราม
เตือนไทยรับมือภาวะสงคราม จีดีพีต่ำ โลกไม่สงบ 3 ปี แนะลดพึ่งพาการค้าสหรัฐ ชี้เป็นยุคการต่อสู้ 2 ขั้วอำนาจ สหรัฐ และจีน อาจจบลงด้วยสงคราม
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยปาฐกถาพิเศษ แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า : ภาษีสหรัฐและผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประ้เทศไทย ว่า ทั่วโลกและไทยยังเผชิญการต่อสู้ของ 2 ขั้วมหาอำนาจระหว่างสหรัฐ กับจีนอย่างน้อยอีก 3 ปี ซึ่งในปีแรกสหรัฐเริ่มใช้สงครามการค้าขึ้นภาษีตอบโต้ไปแล้ว แต่ทั้งหมดยังไม่จบเพียงเท่านี้ จากนี้จะมีอย่างอื่นตามมารวมแล้ว 5 สงคราม ไม่ว่าจะเป็น สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามด้านการเงิน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามกำลังทางการทหาร ซึ่งตามประวัติศาสตร์มีโอกาสเกิดขึ้น 80%
“เรื่องภาษีการค้า ผมไม่อยากให้ฝากความหวังกับผลการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ว่าทรัมป์จะมีอำนาจใช้ภาษีตอบโต้หรือไม่ เพราะสุดท้ายเชื่อว่าสหรัฐญ จะมีเครื่องมือใหม่ในการขึ้นภาษีกับคู่ค้าอยู่ดี เพราะตอนนี้ฝ่ายกฎหมายสหรัฐ พยายามแก้ไขกฎหมายใหม่ให้อำนาจประธานาธิบดีเพิ่มแล้ว รวมถึงมีมาตรการภาษีขั้นที่สอง ซึ่งสหรัฐฯใช้ลงโทษประเทศที่ทำการค้าหรือสนับสนุนประเทศที่ถูกคว่ำบาตรทางการค้า ไม่นับรวมมาตรการ 232 ที่สหรัฐใช้ขึ้นภาษีเป็นรายกลุ่มสินค้าเสี่ยงได้ และที่สำคัญภาษีต่างๆ ของสหรัฐ ยังมีโอกาสปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เช่น กรณียุโรป และเกาหลี”
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ขอเตือนคนไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนอีก 3 ปี รวมถึงเผชิญการปรับโครงสร้างการผลิตและเงินลงทุนใหม่ ก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ระหว่างนี้จีดีพีอาจชะลอตัวอีกระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นจีดีพีกลับมาโตเกิน 4% แต่ระหว่างนี้ตลาดทุนจะมีความผันผวน กระทบต่อภาคการผลิต ตลาดเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนรุนแรง ดังนั้นระหว่างนี้ไทยควรลดการพึ่งพาการค้ากับสหรัฐ จากมีสัดส่วนถึง 20% ให้เหลือ 10-15% และควรหันมาพึ่งพาตลาดอาเซียน จีน อินเดียทดแทน เพื่อลดความไม่แน่นอนจากทางการสหรัฐ
ส่วนตลาดหุ้นไทยปีนี้ มองว่าไม่ง่าย เพราะเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามานั้น เกิดจากตลาดลงทุนทั่วโลกไม่ปกติ ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ในสหรัฐฯ ลดลง เงินทุนทั่วโลกกำลังมองหาที่ไปใหม่ และเมื่อเปรียบเทียบกับฐานแล้ว ตลาดหุ้นไทยถือว่าเพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความขัดแย้ง ขั้วอำนาจสุดโต่ง ไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนและเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานโลกให้ได้ ส่วนของการเจรจาสหรัฐ ไทยกำลังเร่งเจรจาระดับเทคนิคอยู่แต่จะไม่รีบเกินไป เพราะมองว่าการรีบไปอาจไม่ใช่ผลดี ที่สำคัญแม้จะเจรจาจบแล้วแต่สหรัฐก็ยังอาจขึ้นภาษีได้ เหมือนกับเกาหลีใต้ที่เจอการขึ้นภาษีเพิ่ม 10% เพราะเวลาเข้ลงทุน
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มากกว่าผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของทรัมป์ถึงสามเท่า ซึ่งมองว่าผลกระทบของภาษีทรัมป์ ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อประเทศไทยไม่ได้แย่อะไรมากมายประมาณปีละ 0.1% ของจีดีพี แต่ปัญหาสินค้าจีนทะลักมา กระทบจีดีพีไทยเท่ากับ 0.8-0.9%
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การเจรจาทางเทคนิคในเรื่องภาษีสหรัฐยังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องกฎถิ่นกำเนินสินค้า ซึ่งเป็นกฎที่สหรัฐกำหนดสินค้าวัตถุดิบที่มีการนำเข้ามาไทย อย่างไรก็ตาม ต้องการให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เร่งใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอให้มากขึ้น เพื่อเปิดตลาดใหม่ทดแทน ซึ่งปัจจุบันมี บจ. 930 บริษัท ในจำนวนนี้ 354 บริษัทมีการส่งออก แต่ใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอเพียง 193 บริษัทเท่านั้น
#สงครามโลก #สงครามการค้า #โลกไม่สงบ3ปี #ข่าวจริง #กอบศักดิ์ภูตระกูล #thefacts #facts #fact

