เช็กมุมมอง เฟดขึ้นดอก 0.75% กระทบค่าบาท-ดอกเบี้ยในประเทศ อย่างไรบ้าง
เฟดใช้ยาแรงขึ้นดอก 0.75% สกัดเงินเฟ้อ พร้อมส่งสัญญาณขึ้นอีกรอบหน้า กรณ์ คาด กนง.เรียกถกนัดพิเศษขึ้นดอกเบี้ย ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกระทบตรงค่าบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% สู่ระดับ 1.5%-1.75% ในการประชุมเมื่อวัน 15 มิ.ย.2565 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดของเฟดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537 โดยมุ่งเป้าไปที่การต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในประเทศ โดยเฟดยังคงยืนยันหนักแน่นที่จะดึงตัวเลขเงินเฟ้อแตะเป้าหมาย 2% ให้ได้ และคาดว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี
นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด เผยว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือนก.ค.นี้ โดยเฟดคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายจะแตะระดับ 3.4% ในช่วงสิ้นปี ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับดอกเบี้ยอีก 1.75% ภายในปีนี้ และดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.8% ในสิ้นปี 66 และชะลอตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 67 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอยู่ที่ 2.5%
นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีต รมว.คลัง กล่าวว่า หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น 0.75% จะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. คงเรียกนัดประชุมนัดพิเศษในเร็ว ๆ นี้ เพราะตามกำหนดเดิมเดือนสิงหาคม 2565 อาจเป็นเวลาที่นานเกินไป หากเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากเฟดได้เห็นชอบขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อ และเงินทุนที่ไหลออกมากเกินไปหรือไม่ ซึ่ง กนง. ก็ต้องมีการอธิบายว่ามีข้อมูลอะไรที่มีนัยสำคัญอะไรที่หลายคนยังไม่รู้
อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์และความจำเป็น เช่นเดียวกับการประเมินจากนักวิเคราะห์หลายฝ่าย เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ก็ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง จาก 0.50% ในปัจจุบันเป็น 1% ในกลางปีหน้า หรืออาจถึง 2% ได้ในช่วงปลายปีหน้า
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด 0.75% ไปที่กรอบ 1.50-1.75% ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวก “อย่างน้อยก็ในระยะสั้น” ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงตามแรงขายทำกำไรเมื่อเทียบกับสกุลเงินในฝั่งเอเชีย รวมถึงเงินบาท โดยส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มกว้างขึ้น ทำให้ตลาดการเงินไทยจับตา 2 เรื่องสำคัญ
1) จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของไทยที่ยังไม่แน่นอน เพราะรอบการประชุมกนง. ตามหลังเฟดอยู่ค่อนข้างนาน โดยรอบการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตามปกตินัดถัดไปคือวันที่ 10 สิงหาคม 2565
2) แรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินบาทที่ยังน่าจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยตัวแปรสำคัญ คือ ระดับความรุนแรงของเงินเฟ้อ ซึ่งต้องยอมรับว่า สัญญาณเงินเฟ้อของไทยยังไปไม่ถึงจุดที่สูงที่สุดของวัฏจักรรอบนี้ และทิศทางเงินบาทนั้น แม้จะเห็นการขายเงินดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับเงินบาทเพื่อปรับโพสิชันทำกำไรบ้าง แต่คาดว่าเงินบาทอาจยังมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แม้ดอกเบี้ยไทยจะเริ่มขยับขึ้น

