พาณิชย์ตรวจแล้ว ยันไม่เจอหมูแพง ชี้ห้างขายโล 122 บ.
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ปรับราคาจำหน่ายหมูเป็น กก. 84 บาทว่า จากการติดตามพบว่าราคาซื้อขายจริงยังไม่เกินกก.ละ 80 บาท ตามที่กรมขอความร่วมมือไว้ ส่วนหมูเนื้อแดงไม่ตัดแต่ง ล่าสุด วันที่ 8 พ.ย. อยู่ที่กก.ละ 135-140 บาท และราคาหมูเนื้อแดงตัดแต่ง กก. 145 – 150 บาท ซึ่งราคาเท่ากับปีก่อน ขณะที่ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงในห้างค้าปลีกค้าส่ง กก.ละ 119 – 122 บาท ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์ราคาหมูอย่างใกล้ชิด หากพบไม่เพียงพอ หรือราคาสูง จะประสานให้นำเนื้อหมูชำแหละเข้าไปเสริมในตลาด หรือจัดจำหน่ายหมูธงฟ้า ซึ่งแม้ปีนี้หมูจะลดลง 30% จากปี 63 แต่ยังไม่ขาดแคลน เพราะจีนลดการนำเข้าลง และคนไทยก็บริโภคหมูน้อยลงเหลือปีละ 16 กก.ต่อคน จากเดิม 22 กก.ต่อคน ทำให้มีปริมาณหมูเพียงพอ
ส่วนกรณีราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเพื่อการบริโภค ที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ขวดละ 60 บาทนั้น จากการสำรวจราคาในห้างค้าปลีกค้าส่ง พบว่า อยู่ที่ขวดละ 50-53 บาท หรือเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงก่อนขวด 46 บาท แต่กรมขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงสกัดให้ตรึงราคาขายน้ำมันปาล์มขวดไปก่อน แม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ วัตถุดิบสำคัญในช่วงเดือนม.ค.-พ.ย.64 จะสูงขึ้นมาอยู่ที่กก.ละ 37.24 บาท หรือเพิ่มขึ้น 33%
นายเสน่ห์ นัยเนตร เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขณะนี้อยู่ที่ 11 บาท และจะขึ้นไป 12 บาทแน่ ส่งผลถึงต้นทุนการผลิตหมู แต่ที่แปลกใจ คือราคาปลายข้าวแพงมากถึง 10 กว่าบาท ทั้งๆ ที่ข้าวเปลือกราคาถูก นอกจากนี้ฟาร์มหมูหลายแห่งยังประสบปัญหาโรคระบาด ต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันโรคซึ่งใช้งบสูงมาก ราคาขายก็ไม่ได้ดี ทำให้ตอนนี้รายย่อยที่มีแสนกว่าราย เลิกเลี้ยงกันไปมากแล้ว ไม่รู้จะเหลือรอดถึง 20,000 รายหรือไม่ ซ้ำร้ายในบางพื้นที่ยังเจอน้ำท่วมฟาร์มอีก จึงอยากขอให้รัฐเข้ามาช่วยจัดการในส่วนที่เป็นต้นทุนอาหารสัตว์ และต้องขอให้ผู้บริโภคเข้าใจด้วยว่าเนื้อหมูอาจขยับราคาสูงขึ้นบ้าง เป็นเพราะปริมาณหมูในท้องตลาดมีน้อยลง
นายเกรียงศักดิ์ เสรีรัตน์ยืนยง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จ.ยะลา กล่าวว่า ผู้เลี้ยงหมูเผชิญปัญหาโรคระบาด ทำให้ปัจจุบันต้องแบกรับต้นทุนด้านการป้องกันโรคในฟาร์มค่อนข้างสูง อีกทั้งยังประสบปัญหาราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น ยิ่งทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์สูงขึ้นไปอีกกว่า 20-30% แล้ว แม้ปัจจัยของราคาวัตถุดิบอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือกากถั่วเหลืองจะแพงขึ้นจากตลาดโลก แต่ส่วนหนึ่งก็คือผลพวงจากการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศด้วย
“ข้าวเปลือกมีราคาถูก กก. 5-6 บาท แต่ปลายข้าวสำหรับทำอาหารสัตว์กลับมีราคาถึง กก.10 กว่าบาท ทั้งที่จริงควรอยู่ที่ 7-8 บาท หรือข้าวโพดที่ประกันราคารับซื้อให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชขั้นต่ำที่ 8 บาท แต่ไม่มีการกำหนดราคาขั้นสูง ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นถึง 11 บาท ซ้ำเติมต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ ในเมื่อปล่อยราคาข้าวโพดได้แบบนี้ ก็ควรปล่อยราคาขายของฟาร์มตามต้นทุนที่เกิดขึ้นด้วย จึงจะสอดคล้องและเป็นธรรม”

