บัญชีกลาง รื้อกฎหมาย 4 ข้อ คุมงบค่ารักษาข้าราชการ พุ่ง 9 หมื่นล้าน
กรมบัญชีกลางเดินหน้าปฏิรูประบบ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการครั้งใหญ่! หลังยอดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลปีนี้พุ่งทะลุ 90,000 ล้านบาท พร้อมกางสถิติตรวจพบการทุจริตสะสมในรอบ 10 ปี เสียหายรวมกว่า 250 ล้านบาท เล็งรื้อกฎหมายใหม่ 4 ข้อหลัก “ทุจริตคนเดียว ตัดสิทธิทั้งครอบครัว”
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยแนวทางทบทวนและแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อแก้ปัญหางบประมาณทางการคลังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสิทธิสวัสดิการนี้ดูแลข้าราชการและครอบครัวรวมเกือบ 5 ล้านคน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ภาระค่ารักษาพยาบาลล่าสุดขยับสูงกว่า 90,000 ล้านบาท
นอกจากภาระจากสังคมสูงวัยแล้ว ยังพบมูลค่าความเสียหายจากการทุจริตสะสมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 200 – 250 ล้านบาท จากพฤติกรรม เช่น การตระเวนรับยาเพื่อนำไปขายต่อ กรมบัญชีกลางจึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขร่าง พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2569 ก่อนจะสรุปประเมินผลเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ภายใน 1 เดือน
เจาะลึกกฎหมาย 4 ประเด็นหลัก
การรื้อกฎหมายในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การอุดรอยรั่วและเพิ่มความเข้มงวด กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขร่าง พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย:
- บังคับระบบจ่ายตรง 100%: กำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องเบิกค่ารักษาผ่านระบบจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น เพื่อความโปร่งใสและถูกต้อง
- เปิดทางเลือกสิทธิการรักษาอื่น: สมาชิกในครอบครัวข้าราชการสามารถเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่น ๆ ได้ เช่น สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จากเดิมที่บังคับให้ใช้สิทธิข้าราชการเพียงอย่างเดียว เพื่อลดจำนวนผู้ใช้สวัสดิการลง
- เพิ่มบทลงโทษขั้นรุนแรง (ตัดสิทธิทั้งบ้าน): หากตรวจพบว่าบุคคลในครอบครัวคนใดคนหนึ่งกระทำความผิดทุจริต เช่น ตระเวนเบิกยาจากหลายโรงพยาบาลเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ จะถูกลงโทษด้วยการตัดสิทธิการเบิกจ่ายทั้งครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการผู้เป็นเจ้าของสิทธิด้วย
- คุมเข้มธรรมาภิบาลการใช้ยา: กำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ของสถานพยาบาล เพื่อป้องกันและลดการจ่ายยาที่เกินความจำเป็น พร้อมสนับสนุนการใช้ยาสามัญที่ผลิตในประเทศทดแทนยานำเข้าที่มีราคาสูงกว่าถึง 10 เท่า
นำเทคโนโลยีช่วยตรวจจับ
เนื่องจากปัจจุบันระบบมีรายการเบิกจ่ายสูงถึงปีละ 35 ล้านรายการ แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงเพียง 6 คนเท่านั้น กรมบัญชีกลางจึงเตรียมนำเทคโนโลยีระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เข้ามาช่วยตรวจจับพฤติกรรมการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ เพื่อให้สืบค้นการทุจริตได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น
สำหรับข้อเสนอที่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนหน้านี้ มีรายละเอียดและแนวทางในอนาคตดังนี้:
- ปัดตกแนวคิดระบบประกันสุขภาพ: การศึกษาดึงบริษัทประกันเข้ามาดูแลแทนสวัสดิการเดิมทำได้ยาก เนื่องจากค่าบริหารจัดการระบบและการตรวจสอบสูง อีกทั้งติดเงื่อนไขที่รัฐต้องดูแลข้าราชการจนวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งบริษัทประกันส่วนใหญ่ปฏิเสธ
- สนับสนุนแนวทางใช้ยาสามัญ ที่ผลิตในประเทศ : เพื่อลดการใช้ยานอกที่ผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงกว่า
- ศึกษาโมเดลสำหรับ “ข้าราชการใหม่”: อยู่ระหว่างศึกษาการออกแบบระบบสวัสดิการและบำเหน็จบำนาญในระยะยาวสำหรับผู้ที่เข้ามารับราชการยุคใหม่ เช่น โมเดลปรับเพิ่มเงินเดือนระดับสูงให้ แต่จะไม่มีสิทธิรับบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล
- ยืนยันไม่กระทบคนเดิม: อธิบดีกรมบัญชีกลางยืนยันอย่างชัดเจนว่า มาตรการและข้อเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ในอนาคต จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของข้าราชการในปัจจุบันและผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วอย่างแน่นอน
📌 ติดตาม “The Facts News” ได้ทุกช่องทางออนไลน์:
- 🌐 Website : the-facts-news.com
- 📘 Facebook : The Facts News FB
- 🕊️ Twitter (X) : The Facts News TW
- 💬 Line Official Account : @057ywnqz หรือคลิก https://lin.ee/Zgh9WPnB
#กรมบัญชีกลาง #สวัสดิการข้าราชการ #ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ #แพตริเซียมงคลวนิช #ทุจริตค่ารักษาพยาบาล #ระบบจ่ายตรง #สิทธิการรักษาพยาบาล #ข่าวเศรษฐกิจ #เดอะแฟกต์นิวส์ #TheFactsNews #ข่าวจริง

