18 เมษายน 2026
Home » ข่าวเด่น » มีผลวันนี้ เปิดเงื่อนไข ผลิตเหล้ากินเอง-ทำคราฟท์เบียร์ขายเชิงพาณิชย์

มีผลวันนี้ เปิดเงื่อนไข ผลิตเหล้ากินเอง-ทำคราฟท์เบียร์ขายเชิงพาณิชย์

SHARE THIS

ครม.ไฟเขียวร่างกฎกระทรวงผลิตสุราพื้นบ้าน-คราฟท์เบียร์ ผลิตกินเอง ทำค้าขายเชิงพาณิชย์ง่ายขึ้น สั่งเลิกทุนจดทะเบียน ไม่จำกัดกำลังการผลิต  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2565 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 153 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยกฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป

 

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากเห็นเป็นการสมควรปรับปรุงกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตผลิตสุรา เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสุรา รวมทั้งปรับปรุงขั้นตอนและวิธีการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตผลิตสุราทั้งการผลิตสุราที่มิใช่เพื่อการค้าและการผลิตสุราเพื่อการค้าให้เกิดความชัดเจน อันจะทำให้การบริหารการจัดเก็บภาษี และการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตสุราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง การอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ…. ซึ่งจะมีการปรับปรุงในกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับการขอใบอนุญาต และการอนุญาตผลิตสุราทั้งหมด พร้อมกับยกเลิกกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ.2560 และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมถึงเงื่อนไขเกี่ยวกับการขอใบอนุญาต และการออกใบอนุญาตผลิตสุรา ฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตผลิตสุราให้มีความเหมาะสม รวมถึงปรับปรุงขั้นตอนและวิธีการขอใบอนุญาต ตลอดจนใบอนุญาตผลิตสุรา เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“เดิมมีกฎหมายภาษีสรรพสามิตคุมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนที่เห็นว่ากฎหมายที่ประกาศใช่ในปัจจุบันมีความตึงเกินไป อยากให้มีการผ่อนคลายมากขึ้น ดังนั้น กฎหมายฉบับใหม่ สามารถทำให้หลายส่วนมีความสบายใจ ไม่ถึงขนาดสุดโต่งเกินไป และมีการดูแลสุขภาพของประชาชน ดูแลเรื่องอุบัติเหตุที่มาจากสุราได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ในการผลิตสุรา จะต้องมีการบำบัดน้ำเสียต่างๆ ดังนั้น คงไม่เป็นการเฉพาะเอื้อนายทุนอย่างแน่นอน เพราะการปรับร่างกฎกระทรวงครั้งนี้ ได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เกี่ยวข้องกับประชาชน ที่จะผลิตสุราได้ง่ายขึ้น แต่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเข้ามาพิจารณาด้วย”

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า  คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการผลิตสุราฯ ซึ่งได้ดำเนินการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาให้ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข สังคม และสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ประชาชน สังคม และภาครัฐ

 

สำหรับร่างกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุราพ.ศ. 2560 พร้อมเปิดโอกาสให้การผลิตสุราสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก ปลดล็อกทั้งในเรื่องทุนจดทะเบียนและกำลังการผลิตขั้นต่ำ สามารถยกระดับสุราชุมชนจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลาง

 

“จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ เปิดโอกาสธุรกิจให้เติบโตสามารถขยายกิจการได้ รวมถึงเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตยังคงให้ความสำคัญและคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย สาธารณสุข สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงมีกรอบการปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและผลกระทบตามมา”

 

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงการผลิตสุราฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

 

1.เปิดโอกาสให้สุราชุมชนขนาดเล็ก จากที่ต้องใช้เครื่องจักรในการผลิตต่ำกว่า 5 แรงม้า และใช้คนงานน้อยกว่า 7 คน ให้สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นระดับกลาง ที่ใช้เครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงกว่า 5 แรงม้า แต่ไม่เกิน 50 แรงม้า และสามารถใช้คนงานมากกว่า 7 คนได้ แต่ต้องไม่เกิน 50 คน แต่ทั้งนี้ ผู้ผลิตสุราชุมชนที่จะขยายกำลังการผลิตจากระดับเล็กเป็นระดับกลาง จะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ หรือสุรากลั่นชุมชนขนาดเล็กมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่เคยกระทำความผิดตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต หรือเคยกระทำความผิดและพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ต้องใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

 

2.ยกเลิกการกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำและทุนจดทะเบียนสำหรับทั้งกรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) และโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมนั้น ในกรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) จะต้องมีขนาดการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปีและไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี และกรณีโรงงานผลิตเบียร์ขนาดใหญ่ต้องมีขนาดการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี สำหรับทุนจดทะเบียนนั้น ต้องไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ กรณีผลิตเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brewpub) ต้องใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

 

3.เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และนิติบุคคลสามารถขอใบอนุญาตผลิตสุราที่มิใช่เพื่อขาย แลกเปลี่ยน หรือดำเนินการอื่นใดโดยได้รับประโยชน์ตอบแทน และต้องมีปริมาณการผลิตสุราไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี อย่างไรก็ดี สถานที่ผลิตสุราต้องมีพื้นที่เพียงพอที่จะผลิตสุราโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย เหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น และมิใช่สถานที่ผลิตสุราของผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตสุรารายอื่น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของการบริโภคสุราและมิติของสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

 

ทั้งนี้ การดำเนินการข้างต้น เป็นการเปิดโอกาสให้รายเล็กสามารถเติบโตได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเงินทุนและกำลังการผลิต แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพสินค้า ความปลอดภัย กระบวนการผลิต เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในด้านสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

“การเสนอร่างกฎกระทรวงการผลิตสุราฯ ดังกล่าวมีการปรับลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถขยายกำลังการผลิตส่งเสริมให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาพรวมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตรให้สามารถนำมาแปรรูปได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมและรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นสืบไป”

 

อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตยังคงเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องมาตรการการควบคุมด้านคุณภาพ ด้านสาธารณสุข และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากไม่มีการควบคุมและมีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกมาสู่ผู้บริโภค อาจทำให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภคได้

 

นอกจากนี้ การผลิตสุราก่อให้เกิดของเสียจากกระบวนการผลิต อาทิ การกำจัดกากขยะและน้ำเสีย ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การให้ความสำคัญในเรื่องของสถานที่ตั้งและการควบคุมกระบวนการผลิต ความสะอาด และสุขอนามัย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เป็นไปตามกฎระเบียบตามที่กำหนด เพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการรักษามาตรฐานความปลอดภัยที่กรมสรรพสามิตได้กำหนดขึ้นมานั้น เป็นไปตามที่ถือปฏิบัติเป็นสากล และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเวลานี้

 

 

ด้านนายนายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิตในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขใบอนุญาตดังกล่าวนั้น เราแบ่งการอนุญาตเป็น 2 ประเภท คือ ใบอนุญาตผลิตสุราแช่ และ ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชุมชน

กรณีสุราแช่

  • กรณีที่เป็นการค้า เดิมคุณสมบัติในการผลิตเบียร์ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือ มีกำลังผลิต 1 แสน – 1 ล้านลิตร ต่อปี ซึ่งจะมีการยกเลิกทั้งหมด
  • หมายความว่า เบียร์โรงเล็กไม่จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท รวมถึงไม่จำเป็นต้องมีกำลังการผลิตขั้นต่ำ
  • อย่างไรก็ตาม ในตัวสินค้า หรือ เครื่องมือการผลิต จะต้องเป็นไปตามระเบียบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

ส่วนกรณีที่ไม่ใช่การค้า ทำเอง บริโภคเอง สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข คือ

  1. ต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิต
  2. กำลังการผลิตต้องไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี
  3. ต้องเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะไม่น้อยกว่า 20 ปี บริบูรณ์
  4. เบียร์ สุราแช่อื่นๆ เวลาผลิตแล้วต้องนำให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบคุณภาพ เพื่อไม่ให้มีเรื่องสารปนเปื้อนที่เป็นสารต้องห้ามตามหลักสากล
  5. อย่างไรก็ตาม การทำบริโภคภายในบ้านได้ แต่ไม่สามารถนำไปขาย หรือไปแจกเพื่อนบ้านได้ เพราะถ้านำไปแลกเปลี่ยนก็ถือว่าเป็นการค้าประเภทหนึ่ง ทั้งนี้ ขั้นตอนการขออนุญาต สามารถไปขอที่สรรพสามิตพื้นที่ และนำใบอนุญาตมากรอกว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง

 

สุรากลั่นชุมชน

  • เดิมกำหนดกำลังการผลิตไม่เกิน 5 แรงม้า และกำลังคน 7 คน
  • วันนี้เราจะขยายให้สำหรับโรงขนาดกลาง มีกำลังการผลิตไม่เกิน 50 แรงม้า และกำลังคนไม่เกิน 50 คน จะเป็นตัวช่วยให้สุรากลั่นชุมชนขยายตัวได้ เนื่องจาก เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะถูกลง จะส่งผลให้คุณภาพของสุราดีขึ้น ต่อไปจะเปิดให้มีสุรากลั่นชุมชน S M L ได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 2 เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต ที่ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ากฎหมายนี้ตึงเกินไป ทำอะไรก็ไม่ได้ จึงคิดกันว่าจะทำให้หย่อนลง คือการออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีพรรคก้าวไกล เสนอเข้าสภา โดยรัฐบาลรับมาพิจารณา และสภารับหลักการไป แต่เมื่อมาดูพบว่ากฎหมายของปี พ.ศ. 2560 ตึง แต่กฎหมายของฝ่ายค้านหย่อน การหย่อนในที่นี้คือจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และกระทบกับภาษีรายได้ของประเทศ จึงมาคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะพบกันครึ่งทาง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่การชิงไหวชิงพริบ ตัดหน้าอะไรสภา แต่ต้องการให้มีกฎเกณฑ์ เพื่อผ่อนปรนให้สามารถผลิตสุรา โดยเฉพาะสุราที่ไม่ได้มีเพื่อการค้า ให้สามารถทำได้

 

 


SHARE THIS